ReadyPlanet.com


เมื่อหลวงพ่อทูลท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์


 เมื่อหลวงพ่อทูลท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์

 

แรกเริ่มที่ได้เข้าไปภาวนาปฏิบัติในที่แห่งนี้  มีความผิดสังเกตในตัวเองมาก  การพิจารณาอุบายธรรมในแง่ต่าง ๆ ด้วยปัญญา จะเกิดความกระจ่างชัดเจนมากทีเดียว  พิจารณาในสัจธรรมใดจะเกิดความแยบคายได้ง่าย และหายสงสัยภายในใจทันที  การพิจารณาด้วยปัญญาให้เกิดความแยบคายนั้น  เป็นศูนย์รวมการพิจารณาในสัจธรรมทั้งหลาย  เพราะความแยบคายนั้นเป็นเครื่องทำลายความยึดมั่นถือมั่นขนิองใจโดยตรง 

 

เมื่อพิจารณาในปัญหานั้นเกิดความแยบคายเมื่อไร  ความยึดมั่นภายในใจก็จะหลุดออกไปจากใจทันที  แต่ก่อนมาใจเคยลุ่มหลงในภพทั้งสามนี้มาตลอด ก็เพราะใจถูกอวิชชา คือความไม่รู้จริงเห็นจริงปิดบังเอาไว้มาช้านาน  ไม่เคยมีปัญญาอมรมสั่งสอนเปิดเผยความจริงให้ใจได้รู้เห็น  แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละชาติ  กิเลสได้ประกาศความเท็จ ให้ใจได้เกิดความหลงอยู่ตลอดเวลา  ใจจึงได้เกิดความเคยชิน หลงใหลในโลกนี้มาโดยตลอด 

 

บัดนี้ใจมีปัญญาเป็นพี่เลี้ยงคอยอบรมสั่งสอนข้อเท็จจริงให้ใจได้รับรู้อยู่เสมอ  ใจก็เริ่มมีความรู้ความฉลาดสามารถรู้เห็นได้ว่าอะไรจริงอะไรปลอม  เมื่อใจมีเหตุผลอยู่ในตัวอย่างนี้ ใจก็เริ่มมีความฉลาดขึ้นมาในขั้นหนึ่ง  เมื่อใจใช้ปัญญาอบรมอยู่บ่อย ๆ  ใจก็จะค่อย ๆ ตื่นตัวขึ้นมา  นั่นคือ ปัญญาอบรมใจให้รู้เห็นตามความเป็นจริงทุกสิ่ง ใจก็จะมีปัญญารอบรู้อย่างอาจหาญชัดเจนขึ้นมาทันที 

 

ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเคยพิจารณาในสัจธรรมให้มีความแยบคายไปแล้ว  ความยึดมั่นความสงสัยจะถูกตัดขาดทันที  ไม่มีการพิจารณาเป็นรอบที่สองแต่อย่างใด  นี่คือใจได้รับความรู้จริงเห็นจริงด้วยปัญญาอย่างชัดเจน  ความลังเลสงสัยก็ถูกทำลายไปเป็นอัตโนมัติในตัว  ความละถอนปล่อยวางในสิ่งที่รักที่ชัง ความพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งใด ก็จะดับสูญออกจากใจในขณะนั้นทันที 

 

ในช่วงนั้น เหมือนได้รวบรวมเอาสามภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน  วัฏฏะความหมุนเวียนไปในภพทั้งสามนั้นเป็นอย่างไร  อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความลุ่มหลง  ทำให้เกิดตายในภพทั้งสามนี้  ก็มีความรู้เห็นเป็นแนวทางทั้งหมด  และรู้เห็นวิธีที่จะยับยั้งใจตัวเองไม่ให้หมุนตามวัฏสงสารนี้ด้วยว่า  การหมุนเวียนในวัฏสงสารนี้มีความทุกข์อย่างไร และมีโทษมีภัยอย่างไร  จึงได้ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างละเอียดรอบรู้ไปเสียทั้งหมด  เรื่องอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันและอนาคตที่จะไปเกิดเอาภพชาติต่าง ๆ เป็นอย่างไร  ความเข้าใจด้วยปัญญาที่เฉียบแหลมก็รู้เห็นได้ชัดเจน  ไม่มีสิ่งใดในสามภพมาปิดบังปัญญาไว้ได้เลย  ทุกอย่างจะรู้เห็น แทงทะลุปรุโปร่งไปตามหลักความจริงเสียทั้งหมด

 

 

วิปัสสนาญาณเกิดขึ้น

 

ในวันหนึ่ง หลังจากเสร็จจากการภาวนาและพักผ่อนแล้ว  เวลาประมาณบ่าย ๓ โมงเย็น เป็นเวลาที่จะออกเดินจงกรม  ในขณะนั้น ได้ออกมานั่งพักผ่อนอยู่ที่ระเบียงกุฏิ  มองไปเห็นเครือตูดหมูตูดหมา (เครือกระพังโหม) พุ่มหนึ่งเกิดขึ้นข้างทางเดินจงกรม  แต่ก่อนเคยให้เณรเอาออกมาแล้วสองครั้ง  แต่ก็ได้เกิดขึ้นมาในที่เดิมอีก  ในช่วงนั้น ใจมีปัญญารู้เห็นในสัจธรรมต่าง ๆ อยู่แล้ว  และรู้เห็นเหตุปัจจัยที่จะพาให้เป็นไปในภพทั้งสามอย่างชัดเจน 

 

เมื่อมาเห็นเครือตูดหมูตูดหมาเท่านั้น ก็เอามาเป็นอุบายของปัญญาทันทีว่า  เครือตูดหมูตูดหมานั้นก็เหมือนกันกับตัวเรา  มันเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยในตัวมันเอง  เมื่อใดหัวเครือตูดหมูตูดหมานั้นยังฝังอยู่ในดิน  ปัจจัยที่จะเกิดขึ้นมาอีกนั้นย่อมเป็นผลต่อเนื่องกัน  เมื่อใดได้ขุดเอาหัวเครือตูดหมูตูดหมาขึ้นมาจากพื้นดินได้แล้ว  ตากแดดให้แห้ง หรือเอาไฟเผาให้ไหม้เสีย  เหตุปัจจัยที่จะทำให้เครือตูดหมูตูดหมานั้นเกิดขึ้นอีกเป็นอันไม่มี 

 

นี้ฉันใด ใจที่ไปก่อเอาภพชาตินั้น ก็เพราะใจยังมีกิเลส ตัณหา อวิชชา พาให้เป็นไป  เมื่อใดที่ได้ทำลายกิเลส ตัณหา อวิชชา ให้หมดไปจากใจได้แล้ว  ชาติภพที่เกิดขึ้นมาอีกจะมีมาจากที่ไหน  ในขณะนั้นลักษณะของใจมีความว่างไปเสียทั้งหมดไม่มีสถานที่ใดในภพทั้งสามมีความยึดถือผูกพัน  ในช่วงนั้น สติปัญญามีความกล้าหาญมาก  จากนั้น ก็ลงสู่ทางเดินจงกรม  ใช้ปัญญาพิจารณาในเรื่อง อัตตาตัวตน ที่มีอยู่  พิจารณาลงไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างเฉียบขาดทีเดียว 

 

หลักที่ใช้ปัญญาพิจารณาทั้งหมดนั้น  ก็เหมือนกันกับหลักที่เคยใช้ปัญญาพิจารณามาก่อนแล้ว  ความแตกต่างกันคือใจยอมรับความจริงจากปัญญานี้ทั้งหมดพิจารณาสิ่งใด ใจมีความรู้เห็นเป็นไปในหลักความจริงทั้งสิ้น  ทั้งเกิดความแยบคาย ทั้งหายสงสัยไปพร้อม ๆ กัน  ฉะนั้น ใจจึงไม่มีที่พึ่งในโลกนี้อีกแล้ว  เพราะที่ไหน ๆ ใจก็รู้เห็นในทุกข์ภัยไปเสียทั้งหมด  ใจจึงได้เกิดความกลัวที่จะมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป  กำหนดใจพิจารณาดูในของสิ่งใด  ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์โทษภัยด้วยกันทั้งนั้น  ไม่มีสิ่งใดมีความจีรังยั่งยืนอยู่ตลอดไปได้  ไปยึดถืออะไรล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์  หาความสุขที่แท้จริงในโลกนี้ไม่ได้เลย 

 

ทุกอย่างที่โลกนิยมกันอยู่ในขณะนี้  ล้วนแล้วแต่เป็นความสุขที่แฝงด้วยความทุกข์ทั้งหมด หรือเป็นก้อนยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำตาลทั้งนั้น  สักวันหนึ่ง ความเศร้าโศกก็จะตามมาให้รับผล  ความดิ้นรนในกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มากขึ้นเท่าไร  ความทุกข์ก็ย่อมเป็นไฟเผาใจให้เดือดร้อนทั้งวันทั้งคืนมากขึ้นเท่านั้น  จะยืน เดิน นั่ง นอน ในที่ไหน  ความทุกข์ใจให้ผลอยู่ตลอดเวลา

 

ฉะนั้น การใช้ปัญญาพิจารณาในสิ่งที่ไม่เที่ยง และพิจารณาในความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ จึงเป็นอุบายสอนใจได้ดีที่สุด  เพราะใจมีความลุ่มหลงในกามคุณนี้มากอยู่แล้ว  จึงเกิดความเห็นผิดและเข้าใจผิด  ยึดติดอยู่ในกามคุณอย่างแนบแน่นทีเดียว  เมื่อใจได้เห็นทุกข์โทษภัยในกามคุณเมื่อไร  ใจก็จะเกิดความกลัวขึ้นมาเมื่อนั้น  ไม่กล้าที่จะเข้าไปผูกพันยึดมั่นในสิ่งนั้นอีก  ถึงใจจะมีความห่วงอาลัยในภาพเก่า ๆ ที่เคยยึดติดมาแล้ว  แต่บัดนี้ต้องอดทนทวนกระแสของกิเลสตัณหานี้ไปให้ได้ใจเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเพียงอย่างเดียว 

 

ส่วนอุบายปัญญาที่นำมาเป็นข้อมูลนั้นเป็นเพียงพยานหลักฐานที่มาของความเป็นจริง  เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้  เพราะเป็นข้อมูลที่มีเหตุผล  มีผลที่เป็นจริงทั้งหมด  เมื่อใจได้รับข้อมูลที่มีเหตุผลและเป็นจริงอย่างนี้  ใจก็พร้อมที่จะรับความจริงตัดสินชี้ขาดได้ทันที ไม่มีความลังเลสงสัยแฝงอยู่ในใจนี้เลยใจเริ่มเกิดความรู้ตัวว่าได้ถูกกิเลสตัณหาหลอกลวงให้หลงใหล  ให้ใจได้ลอยตามกระแสแห่งวัฏฏะมานาน  มีความทุกข์ทรมานในการเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในภพทั้งสาม  ถ้าปล่อยใจไปตามกิเลสตัณหานี้ต่อไป จะไม่มีช่องทางหลีกเลี่ยงจากความทุกข์นี้ไปได้เลย  มีแต่จะจมอยู่กับความรักความใคร่ในกามคุณอย่างถอนตัวไม่ขึ้น  นับวันแต่ใจจะเป็นทาสของกิเลสตัณหานี้ตลอดไป

 

ในครั้งนั้น การใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในสัจธรรมที่เกิดขึ้นดับไป ทั้งภายนอกภายใน ใกล้ไกล หยาบละเอียด จะเกิดความแยบคายหายสงสัยไปทั้งหมด เป็นปัญญาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย  เพิ่งได้รู้จักว่า เป็นปัญญาที่กล้าหาญเกิดขึ้นในครั้งนี้  เมื่อปัญญามีความกล้าหาญแล้ว  ศรัทธา สติ ความเพียร และความตั้งมั่นภายในใจก็มีความกล้าหาญกันทั้งหมดความรู้เห็นในสรรพสังขารทั้งหลายก็เป็นไปตามไตรลักษณ์ทั้งหมด  จึงเป็นภาวนามยปัญญา หรือ วิปัสสนาญาณ อันเป็นมรรคญาณที่จะประหารกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจโดยตรง 

 

เป็นปัญญาที่ถอนรากถอนโคนวัฏจักรให้หยุดหมุนเวียนอยู่ในภพทั้งสาม 

 

เป็นปัญญาที่หักกงกำของตัณหา สังขาร และสมมุติให้สูญสิ้นไป 

 

เป็นปัญญาที่รู้เห็นเหตุปัจจัยของบุญและบาปว่ามีความเกี่ยวโยงให้ผลต่อกันอย่างไรได้ชัดเจน 

 

เป็นปัญญาที่เปิดเผยความลับของโลกโดยไม่มีสิ่งใดมาปิดบัง 

 

เป็นปัญญาที่ทวนกระแสโลก และทวนกระแสของกิเลสตัณหาทั้งหลาย 

 

เป็นปัญญาที่ตัดกระแสแห่งราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไป 

 

เป็นปัญญาที่ข้ามกระแสแห่งความรัก ความยินดี ในกามคุณ 

 

เป็นปัญญาที่พาให้พ้นกระแสโลก คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก 

 

และเป็นปัญญาที่จะทำให้พบกระแสธรรมอย่างสมบูรณ์ 

 

เป็นปัญญาที่กำจัดอวิชชาพร้อมด้วยเหตุปัจจัย 

 

เป็นปัญญาที่ชำระสังขารการปรุงแต่งในสมมุติทั้งหลาย เพื่อให้ใจได้เกิดความรู้จริงเห็นจริงทั้งหมด 

 

เป็นปัญญาที่ทำลายเหตุปัจจัยในวิญญาณ เหตุปัจจัยในนามรูป เหตุปัจจัยในสฬายตนะ เหตุปัจจัยในผัสสะ เหตุปัจจัยในเวทนา เหตุปัจจัยของตัณหา เหตุปัจจัยของอุปาทาน เหตุปัจจัยของภพ เหตุปัจจัยของชาติ ที่จะทำให้ได้ไปเกิดอีกในภพทั้งสาม 

 

เป็นปัญญาที่ทำลายตัวสมุทัย คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ให้หมดไปจากใจอย่างสิ้นเชิง  จึงเป็นนิโรธที่ทำให้แจ้งแล้วในสรรพสังขารทั้งหลาย  ใจไม่มีความเห็นผิดลุ่มหลงในภพทั้งสามอีกต่อไป

 

 

นิโรธคือความดับทุกข์     

 

ในคืนนั้น กำหนดจิตอยู่ในความสงบตลอดคืนจนถึงสว่างของวันใหม่  จากนั้น จิตก็ลงสู่ความดับ  ให้เข้าใจเอาไว้ว่า ความสงบของสมาธิ ความสงบในฌานไม่เหมือนกันกับความดับเพราะความสงบในสมาธินั้นยังมีวิญญาณความรู้แฝงอยู่ที่ใจ  ถึงจะมีความสงบเป็นสมาธิในระดับไหนก็ยังมีวิญญาณรับรู้อยู่นั่นเอง

 

ส่วนความดับนั้น ไม่มีวิญญาณรับรู้อะไรทั้งสิ้น  นั่นคือ วิญญาณที่รับรู้ได้ดับไป  เมื่อวิญญาณรับรู้ได้ดับไปอย่างเดียวเท่านั้น ความสัมผัสในอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ไม่มีวิญญาณรับรู้อะไรเลย  ตาก็สักว่าตา หูก็สักว่าหู ลิ้นก็สักว่าลิ้น กายก็สักว่ากาย ใจก็สักว่าใจ ไม่มีความรู้ในการสัมผัสอะไรเลย 

 

ถึงสิ่งภายนอกจะมาสัมผัส เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น นี่คือส่วนของรูป  ในส่วนที่เป็นนาม คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็เป็นนามล้วน  ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไร  อารมณ์ภายในใจที่เป็นความสุข ความทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น  สัญญาความจำในเรื่องอดีตที่ผ่านมา และความจำในปัจจุบันก็ไม่มีวิญญาณรับรู้ สังขารการปรุงแต่งภายในใจก็คิดปรุงแต่งอะไรไม่ได้ เพราะวิญญาณดับไปอย่างเดียวเท่านั้น  ทุกอย่างของรูปธรรมและทุกอย่างของนามธรรมก็ดับไปพร้อมกันทั้งหมด  จึงเป็นนิโรธ คือความดับและดับไม่มีเหลือ

 

กิเลสน้อยใหญ่ที่เป็นอาสวะหมักดองใจมายาวนาน จะมาสิ้นสุดอยู่กับนิโรธ คือความดับในขณะนี้ทั้งหมด  ชาติภพที่เคยเกิดแก่เจ็บตาย เวียนว่ายอยู่ในภพทั้งสามก็หมดสภาพไปในขณะนี้  จึงสมกับคำว่า อวิชชาดับ สังขารก็ดับ วิญญาณก็ดับ นามรูปก็ดับ  นามรูปดับ สฬายตนะก็ดับ  สฬายตนะดับ ผัสสะก็ดับ  ผัสสะดับ เวทนาก็ดับ  เวทนาดับ ตัณหาก็ดับ  ตัณหาดับ อุปาทานก็ดับ  อุปาทานดับ ภพก็ดับ  เมื่อภพดับ ชาติแห่งความเกิดก็ดับ  เมื่อชาติแห่งความเกิดอีกไม่มี ชราความแก่ มรณะความตาย จะมีมาจากที่ไหน  ความโศกเศร้าโศกา ความทุกข์ใจนานาประการก็ดับสนิททั้งหมด  ไม่มีเชื้อกิเลสตัณหาอะไรที่ตกค้างภายในใจนี้อีกต่อไป  จึงให้นามว่า นิโรโธโหติ คือความดับทุกข์ให้หมดไปจากใจอย่างสิ้นเชิง

 

ในขณะที่มีความดับอยู่นั้น เกิดความรู้อีกอย่างหนึ่งซึ่งมีความละเอียดอ่อนมากอยู่ในส่วนลึกของใจ คำว่า รู้ นี้ มิใช่ความรู้ที่เกิดจากวิญญาณ มิใช่ความรู้ที่เกิดจากรูปนามแต่อย่างใด เป็นรู้ที่ไม่มีจุดหมาย ที่นอกเหนือไปจากรูปนาม  เป็นรู้ที่ไม่มีอะไรแอบแฝง  เป็นรู้ที่เหนือจากความรู้โดยไม่มีสมมุติอะไรมาเทียบได้เพราะเป็นลักษณะรู้ที่ไม่มีนิมิตหมายในสมมุติใดๆ ไม่สามารถอธิบายหรือบอกให้ใคร ๆ ฟังได้เป็นรู้ที่ไม่มีขอบเขตเป็นรู้ที่ไม่มีสมมุติให้รู้เป็นรู้ที่โดดเด่นเฉพาะรู้เท่านั้น เมื่อความดับนี้อยู่ได้ประมาณ ๑ ชั่วโมง  เกิดลักษณะอาการวูบขึ้นมา แล้วเกิดความกล้าหาญขึ้นมาที่ใจ  เมื่อใจมีความกล้า สติปัญญาก็กล้าไปตาม ๆ กัน  เหมือนกับว่าจะสามารถเหยียบกระทืบภูเขาให้พังพินาศไปในชั่วพริบตา  หรือราวกับว่าจะทำลายอะไรในโลกนี้ให้เป็นจุลไปในชั่วขณะเดียว  นี่เป็นเพียงความกล้าหาญที่เกิดขึ้นมาเท่านั้น

 

เมื่อผู้ภาวนาปฏิบัติมาถึงจุดนี้แล้ว  จึงนับได้ว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตนได้อย่างแท้จริง  ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทำให้เกิดความเห็นผิดอีกต่อไป  ในอีกนาทีข้างหน้านี้ ก็จะเกิดความอัศจรรย์ขึ้นที่ใจอย่างสมบูรณ์เต็มที่  โดยไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตนี้เลย  นับแต่ได้เทียวเกิดตายในวัฏสงสารมาเป็นเวลาอันยาวนาน จนนับภพชาติไม่ถ้วนประมวลไม่ได้ก็ตาม  ความอัศจรรย์ในธรรมที่เป็นผลเกิดขึ้นจากการภาวนาปฏิบัติก็จะเกิดขึ้นในขณะนี้เอง 

 

จะอยู่ที่ไหนอิริยาบถใดไม่สำคัญ  ความอัศจรรย์ในธรรมก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกันทันที  จึงเป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตัวเอง  ความอัศจรรย์ในธรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นประการใดนั้น  ผู้ปฏิบัติภาวนาจะรู้เองเห็นเองอย่างชัดเจนโดยไม่มีสิ่งอื่นใดมาปิดบังและจะหายความสงสัยในตัวเองทันที  รู้เห็นในขณะใดก็หายความสงสัยในตัวเองในขณะนั้น  ไม่ว่าเชื้อชาติใดภาษาใด  ชนชั้นวรรณะฐานะอย่างไรไม่สำคัญ  จะเป็นพระ เป็นเณร ฆราวาสหญิงชายในวัยไหนก็ตาม  เมื่อภาวนามาถึงจุดนี้แล้ว ความอัศจรรย์ในธรรมย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น 

 

เมื่อธรรมอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นกับท่านผู้ใดแล้ว ท่านผู้นั้นจะไม่ต้องไปถามใคร ๆ อีกต่อไป  เพราะความวิตก ความสงสัย ความไม่แน่ใจในตัวเอง จะไม่มีกับผู้ที่รู้เห็นในธรรมอัศจรรย์นี้เลย  นี่คือผู้ที่หายความสงสัยในตัวเองอย่างสมบูรณ์  ในยุคสมัยนี้ หากมีผู้ได้รับผลธรรมอัศจรรย์นี้แล้ว  ความรู้เห็น ความหายสงสัยในตัวเอง จะเหมือนกันทั้งหมด  ไม่ว่าคุณธรรมจะอยู่ในระดับไหน ก็จะรู้เห็นคุณธรรมนั้นด้วยตัวเองทันที  ไม่ต้องไปหาคำพยากรณ์จากใคร ๆ ทั้งสิ้น  นี่คือผู้ตัดกระแสของโลกธรรมออกจากใจได้แล้ว  จึงไม่มีความยินดี ไม่มีความยินร้ายในภพทั้งสามอีกต่อไป  จึงเป็น กตํ กรณียํ กิจอื่นที่จะพึงทำให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้อีกไม่มีนี่คือผลของการภาวนาปฏิบัติที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

 

ฉะนั้น การปฏิบัติ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  คำว่ายากนั้น คือ นักปฏิบัติใช้อุบายในแนวทางไม่ตรงกับจริตนิสัยของตัวเอง  ตัวเองเคยมีนิสัยการสร้างบารมีมาอย่างหนึ่ง  แต่เลือกใช้อุบายในแนวทางปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งไม่ตรงกันกับนิสัยเดิมที่เคยสร้างบารมีมาแล้วในอดีต  จึงเหมือนกันกับเอาสว่านเจาะไม้ให้เป็นรูไว้แล้วแต่ยังไม่ทะลุ  แต่ก็มีอันเป็นไป  ไม่ได้เจาะให้ติดต่อกัน  เมื่อจะมาเจาะต่อก็จำที่เจาะรูเก่าไม่ได้  เพราะเปลือกไม้ได้เกิดหุ้มเอาไว้แล้ว  เมื่อมาเจาะใหม่ก็เจาะไม่ถูกรูเก่า  จึงกลายเป็นเจาะที่ใหม่ไปเสีย  ถ้าอย่างนี้ก็ทะลุไปไม่ได้เลย 

 

นี้ฉันใด การปฏิบัติไม่ได้ผลไม่ก้าวหน้า  เพราะอุบายการปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ไม่ตรงกับอุบายเก่าที่ได้ปฏิบัติเป็นนิสัยมาแล้ว  เรียกว่า บารมีใหม่ที่กำลังปฏิบัติอยู่เชื่อมกันกับบารมีเก่าไม่ต่อเนื่องกันนั่นเอง  ถ้ามีคำถามว่า จะทำอย่างไรจะเชื่อมกันกับบารมีเก่าได้  ก็ตอบว่ายากมาก  เพราะไม่มีใครรู้จักว่าเราสร้างบารมีมาแล้วอย่างไรและสร้างด้วยอุบายวิธีไหน 

 

ไม่เหมือนในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนมชีพอยู่  พระองค์รู้จักบารมีของพระสาวกและบารมีของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย  พระองค์ได้ทรงชี้แนะให้อุบายธรรมให้ถูกกับจริตนิสัยเดิมของท่านเหล่านั้น  เมื่อนำไปปฏิบัติก็ได้รับผลทันที  เช่น พระองค์ให้ผ้าขาวแก่พระจุลปัณฑก  ให้อุบายแก่ลูกศิษย์ของพระสารีบุตร เป็นต้น  หรือให้อุบายธรรมแก่พระสาวกองค์อื่น ๆ เป็นจำนวนมาก 

 

ฉะนั้น ในครั้งพุทธกาลจึงมีผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าได้ง่าย  ทั้งพระภิกษุและฆราวาสมีจำนวนนับหลายหมื่นท่าน  เมื่อถึงยุคปัจจุบันนี้ นักปฏิบัติต้องพึ่งตัวเองในการปฏิบัติธรรมให้มาก  อุบายธรรมต่าง ๆ ก็ฟังได้จากครูอาจารย์บ้าง และคิดหาอุบายส่วนตัวบ้าง  พิจารณาดูแล้วก็เหมือนกับว่าสุ่มเดาเอาเอง  เมื่อสุ่มเดาถูกนิสัยตัวเองได้  การภาวนาก็จะได้ผลทันที 

 

เมื่อสุ่มเดาไม่ถูก ถึงการภาวนาปฏิบัติจะมีการทุ่มเทความพากเพียรอย่างเต็มที่เท่าไร  การปฏิบัติก็ยังไม่ได้รับผลอยู่นั่นเอง  ถึงจะปฏิบัติมานานหลายสิบปีหรือปฏิบัติไปจนถึงที่สุดของชีวิต ก็จะไม่ได้บรรลุธรรมแต่อย่างใด  ถึงจะมีนิสัยวาสนาบารมีพอจะบรรลุธรรมในชาตินี้ได้อยู่ก็ตาม  ถ้าปฏิบัติไม่ถูกกับนิสัยเดิมของตัวเองแล้วก็ยากที่จะบรรลุธรรมได้

 



ผู้ตั้งกระทู้ วิศาล :: วันที่ลงประกาศ 2010-12-10 18:29:42


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.