ReadyPlanet.com


ประสบการณ์ของนักปฏิบัติธรรม


 

ประสบการณ์ของนักปฏิบัติธรรม

 


การที่เราพยายามปล่อยวาง ไม่ให้มีตัวมีตนเกิดขึ้นในจิตในใจ ถ้าเราสามารถทำได้มากเท่าไร เราจะชนะใจตนเองมากเท่านั้น ผลที่พยายามไม่ยึดถือในตัวตนนี่เอง คือจุดหลุดพ้น


สภาพร่างกายในขณะนี้ ถึงแม้จะถูกเวทนามันรุมเร้าเอาอย่างมากก็ตาม แต่เมื่อเราทำความเข้าใจในสภาพที่แท้จริงแล้ว มันจะกลับเป็นประโยชน์และเป็นตัวปัญญาให้เราคิดแก้ไขเอาชนะสิ่งนั้นให้ได้ในที่สุด ได้มาพิจารณาถึงความเจ็บปวดในขณะที่เกิดจงกรม ใช้สติตามรู้อยู่ตลอดว่ามันปวดที่ส้นเท้าและข้อเท้ามาก แต่รู้เฉย ๆ ไม่ปรุงมัน ดูมันไป จนกลายเป็นสภาพที่มีตัวรู้เด่นอยู่เหนือความเจ็บปวดทั้งมวล แต่ในสิ่งที่กำลังรู้อยู่นี้ มิใช่ว่าอาการเจ็บปวดนั้นจะอันตรธานไป หรือลดน้อยถอยไป มันยังแสดงปฏิกิริยาของมันอย่างปกติ แต่สิ่งที่เรียกว่า รู้ นั้น ก็ยังรู้อยู่ แต่แยกกันไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่มีอาการตอบสนองหรือปรุงแต่งต่อเนื่องแต่อย่างใด เพียงแต่รับรู้ไว้เท่านั้น


นี่คือผลที่เราไม่นำเอาตัวตนของเรา เข้าไปร่วมในเหตุการณ์นั้น เมื่อมันขาดผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ มันมีเพียงกิริยาอย่างเดียว มันจึงเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อไม่สมบูรณ์ การปรุงแต่งต่อไปจึงไม่มี และขาดกันตรงนี้เอง และอาการเช่นนี้ ถ้าเราสามารถทำจิตได้ต่อเนื่องตลอดทุกลมหายใจเข้าออก จนกลายเป็นมีสติรอบเป็นวงแหวน มันก็หมดการเกิดดับตรงนี้เองเช่นกัน


เมื่อสิ่งที่รู้นั้น ไม่แสดงปฏิกิริยาปรุงแต่ง เพียงแต่มีสติรู้อยู่เฉย ๆ นี่เอง จึงทำให้เกิดปัญญาต่อไปว่า สิ่งที่รู้นี้ มันไม่ใช่ตัวที่เราเรียกว่าจิตหรอก มันไม่ใช่ทั้งกายและจิต แต่มันเป็นตัวรู้ ที่ธรรมชาติให้มา หรืออีกนัยหนึ่ง เรียกว่าตัวรู้นี้คือธรรมชาติหรือธรรมชาติคือตัวรู้นี้ ตัวรู้หรือสิ่งที่รู้นี้จะมีอยู่ทั้งในคนและสัตว์ แต่สิ่งที่เรียกว่ารู้นี้มันลึกลับที่เวไนยสัตว์จะหยั่งเข้าไปถึง


เราจะต้องหยุดการเคลื่อนไหวของจิตในรูปที่ไม่คิดปรุงแต่งทั้งหลายให้หมด เหลือไว้เพียงแต่ “รู้” เด่นอยู่เฉย ๆ เท่านั้น แล้วสิ่งที่ปรากฏออกมาตามสภาพที่แท้จริงจึงปรากฏขึ้น การรู้นี้จะทะลุหมดทั้งสามโลก เพราะตัวรู้ที่ว่านี้ มันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ และเดินทางกลับสู่สภาพเดิม จึงรู้แจ้งแทงตลอดหมด ไม่มีสิ่งอื่นเคลือบแฝง สามารถดับความคิดปรุงแต่งทั้งมวล ดับกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งหลาย ในจิตในใจให้หมดไป


“รู้” นี้มันอยู่เหนือคำพูดที่จะพรรณาเป็นตัวอักษรได้ รู้นี้ที่แท้แล้วมันเป็นธรรมชาติเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปค้นหาที่ไหน มันอยู่ในจิตในใจเรานั่นเอง แต่เวไนยสัตว์หลงติดอยู่กับของปลอม จึงยากที่จะเข้าถึงตัวรู้นี้ได้


สิ่งที่รู้นี้แปลก จะไม่เจือปนด้วยอะไรทั้งสิ้น ความสุขหรือทุกข์ ความกลัวหรือความกล้า ก็ไม่มีอยู่ในสิ่งรู้นั้น มันขาดจากสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายจะเข้าไปอยู่ในขณะนั้น มันโพร่งเด่นตระหง่านอยู่กลางจิตกลางใจ ไม่มีอาการปวดเมื่อยในการเดินหรือเกิดเวทนาใด ๆ เลย ซึ่งการใช้เวลาเดินตั้งเกือบสามชั่วโมง มันเสมือนเราเดินกลับเข้าสู่สภาพธรรมชาติเดิมที่แท้ ที่มีอยู่แล้วในตัวเราและเรากำลังเดินเข้าสู่ธรรมชาติของเดิมนั่นทีเดียว


มันเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ปู่พูดไว้ไม่มีผิด คือ จิตของเรากับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมเราอยู่นั้น มันเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน จากคำพูดของปู่ที่ว่า จิตของเราเหนือกว่ามนุษย์หรืออมุษย์ ทำอะไรเราไม่ได้ มันไม่ใช่คุณธรรมที่เรามีเหนือกว่าสิ่งทั้งหลายพวกนี้หรอกจึงทำอะไรเราไม่ได้ แต่ที่แท้จริงแล้ว มันเป็นเพราะจิตเดิมแท้หรือ รู้ นี่ต่างหาก ที่มันกลับไปสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติที่เขามีอยู่แล้ว คือ “ความว่าง”


เมื่อมันกลับเข้าสู่สภาพจิตเดิมแท้ อภิธรรมชาติทั้งหลายจึงทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ใช่คุณธรรมในแง่ใดทั้งนั้น เมื่อของเดิมเป็นเช่นนี้ และเราสามารถยกปัจจุบันจิตให้เข้าสู่สภาพระดับเดิมเดียวกัน จนเป็นผืนเดียวกันอย่างปู่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในจิตในใจก็ดับหมด อยู่ตรงนี้นั่นเอง มันไม่ไกลเกินไปจริง ๆ ทีเดียว


จริงอย่างปู่ว่า “จิต ตัวมันเอก็ไม่ใช่จิต ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริง ๆ เว้นขาดจากการนึกคิด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริง ๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง” ตรงดังที่ปู่พูดทุกแง่ทุกมุม และเข้าใจตลอดในขั้นตอนที่ผ่านมา เมื่อนำหนังสือ จิตคือพุทธะ ของปู่มาอ่านทวนจากสิ่งที่เกิดในวันนี้ ซึ่งเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้อ่านหนังสืออันมีค่าเหนือชีวิตเล่มนี้.



ผู้ตั้งกระทู้ wisarn :: วันที่ลงประกาศ 2016-08-28 07:14:07


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.