ReadyPlanet.com


อริยมรรค อริยผล


 อริยมรรค อริยผล 

โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) 
ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร 
๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗

เป็นของไม่แน่นอน แต่ว่าแน่นอน แต่อยู่ในโลกแม้จะไปที่ใดก็ตาม ในส่วนกาย ก็ไปในมนุษยโลก ส่วนจิตใจ ไปตามธรรมะของใครของมัน ส่วนสกลกายไม่แน่นอน แต่ก็แน่นอนอยู่ในมนุษยโลกในเวลาที่ไม่สิ้นลมปราณ โลกทั้งปวงย่นลงมาเป็นโลกเดียวกัน โลกที่เกี่ยวกับมหาภูตธาตุ ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีวิญญาณเป็นผู้ครองสิง มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก สัตว์โลกก็มีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นตัวประธาน เป็นมหาภูตธาตุ เป็นมหาภูตธรรม สัตว์ทั้งหลาย ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในโลกดิน โลกน้ำ โลกไฟ โลกลม เหล่านี้จัดเข้าในสังขารโลก

โลกคือสังขาร เกิดขึ้นมาแล้วก็แปรปรวน และแตกสลายไปเป็นยุคๆ เป็นรอบๆ อยู่เป็นเนืองนิจไม่ขาดสาย สังขารหากเกิดขึ้น สังขารหากตั้งอยู่ สังขารหากแปรปรวน สังขารหากดับไป มีเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มีแปรปรวนเป็นท่ามกลาง มีดับเป็นสุดท้าย แต่ก็วนไปวนมากันอยู่อย่างนั้น เรียกว่าโลกกลม กลมเพราะวนเวียน เกิดขึ้นแล้วแปรปรวน แตกสลาย ติดต่อกันอยู่ไม่ขาดสาย ของละเอียดก็เกิดขึ้นอย่างละเอียด แปรปรวนอย่างละเอียด แตกสลายไปอย่างละเอียด ของหยาบก็เกิดขึ้นอย่างหยาบ แปรปรวนอย่างหยาบๆ แตกสลายไปอย่างหยาบๆ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้

นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น และไม่มีอันใดจะแปรปรวน และไม่มีอันใดจะดับไป อนิจจังเท่านั้นเกิดขึ้น อนิจจังเท่านั้นแปรปรวน อนิจจังเท่านั้นดับไป ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแปรปรวน ทุกข์เท่านั้นดับไป ก็มีความหมายอันเดียวกัน อนิจจตาธรรมเท่านั้นเกิดขึ้น อนิจจตาธรรมเท่านั้นแปรปรวน อนิจจตาธรรมเท่านั้นดับไป ก็มีความหมายอันเดียวกัน อนิจจตาธรรมเท่านั้นครองโลก ทุกขตาธรรมเท่านั้นครองโลก อนัตตาธรรมเท่านั้นครองโลก ก็มีความหมายอันเดียวกัน จะห้ำหั่นสังขารให้เป็นไปอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้

มีหน้าที่จะรู้ตามเป็นจริงด้วยแห่งมโนภาพ แห่งสติปัญญาภาพ จะพิจารณาตามเป็นจริงด้วย จะหลุดพ้นจากความหลงด้วย จะไม่ยืนยันเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่ปฏิญาณว่าจะอยู่ในอำนาจของท่านผู้ใด ไม่ได้ยืนยันว่าข้าพเจ้าเป็นสังขารท่านผู้ใด ไม่ได้ยืนยันว่าข้าพเจ้าเป็นทาสของผู้ใด ไม่ได้ยืนยันว่าข้าพเจ้าเป็นธรรมของผู้ใด เป็นอยู่อย่างนั้นไม่ขาดสาย ไม่ขาดระยะ ประจำโลกอยู่ ไม่ได้อิโหน่อิเหน่กับผู้ที่ยึดถือเอาเป็นเจ้าของสกลกายก็อันเดียวกัน สกลกองนามรูป ก็อันเดียวกัน ไม่อิโหน่อิเหน่กับผู้ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ไม่ปฏิเสธและไม่ปฏิญาณกับใครด้วยเป็นจริงอยู่อย่างนั้น

ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ เธอทั้งหลายจงรุ้ตามเป็นจริงเถิด พระบรมศาสดา จิตใจของเธอทั้งหลายเคยยึดมั่นถือมั่น หากจะปล่อยเองวางเองไปตามสภาพดอก เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาหิ รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี ที่บัญญัติว่า รูปขันธ์ นามขันธ์ ที่บัญญัติว่าโลก ที่บัญญัติว่าทุกข์ ท่านทั้งหลายจงรู้ตามเป็นจริงเถิด ส่งคืนเถิด ส่งคืนความเข้าใจผิดของตนเถิด ธาตุก็ส่งคืนให้ธาตุ ธรรมก็ส่งคืนให้ธรรม ที่บัญญัติว่า ขันธ์ก็ส่งคืนให้ขันธ์ เธอทั้งหลายอย่าเข้าไปสอดแทรก ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ถ้าเธอทั้งหลายเข้าไปสอดแทรก ยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้ว เมื่อไม่อยู่สมประสงค์ เธอทั้งหลายจะดิ้นรนกวัดแกว่ง จิตใจของพวกเธอก็เดือดร้อน สิ่งเหล่านั้นไม่รู้อิโหน่ อิเหน่อะไร

ดินก็ส่งคืนให้ดิน น้ำก็ส่งคืนให้น้ำ ไปก็ส่งคืนให้ไฟ ตามสมมติ ลมก็ส่งคืนให้ลมตามสมมติ ที่เรียกว่า รูปโลก ที่เรียกว่า รูปขันธ์ ที่เรียกว่ารูปธาตุ เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกขาก็ดี สัญญาก็ดี สัญญาจำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำโผฏฐัพพะ จำธรรมารมณ์ก็ดี สังขารที่ปรุงแต่งแห่งจิตก็ดี วิญญาณที่รู้จากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดี เธอทั้งหลายจงส่งคืนเสียเถิด อย่าไปจี้ไปปล้นเลย จงปล่อยวางตามสภาพเสีย ถ้าหากว่าเธอไม่ยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้ว ความเดือดร้อนของเธอทั้งหลายก็จักไม่มี ถ้าหากว่าเธอทั้งหลายยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้ว ความเดือดร้อนของพวกเธอทั้งหลายก็มี เพราะรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี ดุจเหมือนหัวฝีเกิดขึ้น แล้วก็แปรปรวนและแตกสลายไป หรือเหมือนต้นกล้วย หรือเหมือนตุ่มน้ำ หรือเหมือนภาชนะดิน เวทนานี้ สัญญานี้ ดับเร็วนัก เหมือนพยับแดด

สิ่งที่เกิดขึ้นแปรปรวนและแตกสลาย บรรจุอยู่ในโลกนี้แล้ว เธอทั้งหลายจงหัดให้รู้ตามเป็นจริงเถิด ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ จงส่งคืน จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย อย่าได้อาลัยเลย อย่าได้ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล จงทำจิตใจของพวกเธอให้ว่าง ว่างจากสัตว์ จากบุคคลเสียเถิด นิมิตทั้งหลายก็คือรูปนิมิตนั่นเอง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นนิมิตฝ่ายนาม ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นนิมิตฝ่ายรูป นิมิตทั้งหลายเหล่านี้แหละ เกิดขึ้นแล้วแปรปรวน และแตกสลาย จงพิจารณาด้วยปัญญาชัด สมมติ เธอทั้งหลายจงส่งคืนตามสมมติเถิด วิมุติ เธอทั้งหลายก็ส่งคืนตามวิมุติ พวกเธออย่าได้เข้าไปสอดแทรกในส่วนทั้งสอง เมื่อพวกเธอเข้าไปสอดแทรกในส่วนทั้งสองแล้ว อุปาทานของพวกเธอก็ยึดแน่น เมื่ออุปาทานของพวกเธอยึดแน่นเข้าแล้ว ชาติภพก็เกิดขึ้นในที่นั้นทันที กามภพ อรูปภพ ก็เกิดขึ้นในที่นั้นทันที

เมื่อเธอทั้งหลายไม่ได้เข้าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของแล้ว สิ่งทั้งปวงก็อยู่ตามสภาพ จิตใจของพวกเธอทั้งหลายก็อยู่ตามสภาพ ธรรมทั้งหลายก็อยู่ตามสภาพ ไม่ไปจี้ ไม่ไปปล้นกัน ไม่ไปลักไก่ ลักถอนกัน รูปก็เป็นแต่สักว่ารูป เสียงก็เป็นแต่สักว่าเสียง กลิ่นก็เป็นแต่สักว่ากลิ่น รสก็เป็นแต่สักว่ารส ลิ้นก็เป็นแต่สักว่าลิ้น กายก็เป็นแต่สักว่ากาย โผฏฐัพพะ มากระทบกาย ก็เป็นแต่สักว่า โผฏฐัพพะมากระทบกาย ใจก็เป็นแต่สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นเพียงจิตตานุปัสสนาเท่านั้น ธรรมก็เป็นแต่สักว่าธรรม เป็นเพียงธรรมานุปัสสนาเท่านั้น เธอทั้งหลายอย่าเป็นนักจี้ นักปล้น จงปล่อยวางเสียเถิด ภาระจะหมดไป ปัจจุบัน อดีต อนาคต เธอทั้งหลายจงรู้ตามเป็นจริง อดีตก็คือกองรูปขันธ์ หรือนามขันธ์ที่ล่วงมาแล้ว อนาคตก็คือกองรูปขันธ์ นามขันธ์ที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันก็คือกองรูปขันธ์ นามขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่เธอทั้งหลายจงปล่อยวางเสียเถิด

จึงเป็นธรรมอันสูง จึงเป็นจิตใจอันสูง จึงเป็นมหาศีล จึงเป็นมหาสมาธิ จึงเป็นมหาปัญญา จึงเป็นมหาวิมุติ จึงเป็นมหานิพพาน ลมเข้าลมออก ก็เป็นแต่สักว่าลมเข้าลมออก คือรูปขันธ์ ความเสวยอารมณ์ในเวลาลมเข้าลมออกอยู่ ก็เป็นแต่สักว่าเวทนาขันธ์ สัญญาความจำว่าลม ลมก็เป็นแต่สักว่าสัญญา สังขารปรุงแต่งในเวลาลมเข้าลมออก ในขณะจิตที่นึกคิดในที่ดีก็ดี ในทางที่ชั่วก็ดี ก็เป็นแต่สักว่าสังขาร วิญญาณความรู้ในทางธรรมารมณ์ก็ดี ในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ส่งมาในปัจจุบัน หรืออดีต อนาคตก็ดี ก็เป็นแต่สักว่าเท่านั้น ไม่อยู่ในอำนาจของใครดอก แต่สัตว์ทั้งหลายที่มีอวิชชา ตัณหา อุปาทานเข้าไปจี้ เข้าไปปล้น ไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ สิ่งใดที่มีผู้เข้าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ สิ่งนั้นจะเป็นของไม่มีโทษย่อมไม่มีในโลก

ธรรมชั้นสูง อริยธรรม รูปขันธ์ นามขันธ์ เป็นของว่างจากสัตว์ จากบุคคล จากตัวตน เราเขาดังที่สมมติโดยจริงจัง สมมติกันใช้อยู่ในโลกเท่านั้น ตลอดถึงผู้รู้ทั้งในปัจจุบัน ผู้รู้ในอดีต ผู้รู้ในอนาคต ผู้รู้ทั้ง ๓ กาล นี้เป็นอนัตตาธรรมธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ท่านทั้งหลายจงรู้ตามเป็นจริงเถิด อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ กายเป็นแต่สักว่ากาย เวทนาเป็นแต่สักว่าเวทนา จิตเป็นแต่สักว่าจิตธรรมเป็นแต่สักว่าธรรม ส่งคืนหมด ส่งคืนไว้ตามเดิม สมมติก็ส่งคืนตามสมมติ วิมติก็ส่งคืนตามวิมุติ มืดก็ส่งคืนให้มืด สว่างก็ส่งคืนให้สว่าง โง่ก็ส่งคืนให้โง่ ฉลาดก็ส่งคืนให้ฉลาด

ไม่ไปสอดแทรกยึดถือเอาโง่เป็นเรา เราเป็นโง่ ไม่สอดแทรกไปยึดถือเอาฉลาดเป็นเรา เราเป็นฉลาด ภาระทั้งหลายของพวกเธอจะหายไป เอสวณฺโต ทุกฺขสฺส ย่อมเป็นที่สุดแห่งกองทุกข์ ภาระไม่มีในท่านผู้ใด ผู้นั้นปลงภาระแล้ว ภาระจะไม่มีก็เพราะเห็นอนัตตาธรรมชัด บาปก็ส่งคืนให้บาป บุญก็ส่งคืนให้บุญ ไม่เข้าไปสอดแทรกยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ใจก็ส่งคืนให้ใจ ธรรมก็ส่งคืนให้ธรรม รู้ก็ส่งคืนให้รู้อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ เห็นก็เป็นแต่สักว่าเห็น รู้ก็เป็นแต่สักว่ารู้ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย เมื่อเธอทั้งหลายเห็นชัดด้วยปัญญาอย่างนั้น ความเดือดร้อนของพวกเธอก็หายไป ไม่มีประตูจะมาอีก 
นั่งก็ให้รู้จักตามนั่ง ตามสมมติ อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ เป็นแต่สักว่าธาตุ ว่าธรรม ว่าขันธ์เท่านั้น จิตก็เป็นแต่สักว่าจิต อย่าไปยึดถือเอาว่าเป็นเจ้าของ ถ้าไปยึดเอาเป็นเจ้าของ เมื่อจิตไม่สมประสงค์ก็จะเดือดร้อน เมื่อสมประสงค์ก็จะติดอยู่ เหตุฉะนั้น ท่านจึงบัญญัติว่า รูป จิต เจตสิก นิพพาน จิตไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่จิต รูป จิต เจตสิก นิพพาน ผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในจิต จิตก็ไม่มีพิษ ถ้ามีผู้ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ จิตก็ต้องมีพิษ เพราะมีความหลง สัมปยุต เพราะมีกิเลส สัมปยุต จิตจะเด่นดวงสักเพียงไรก็ตาม อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ธรรมชั้นสูง เราอยู่เหนือจิตเรา บังคับจิตได้ พระบรมศาสดา เราไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของจิต

เรารู้จิตตามเป็นจริงของจิต เรารู้ธรรมตามเป็นจริงของธรรม แล้วเราส่งคืนทั้ง ๒ อย่าง เราไม่ไปจี้ เราไม่ไปปล้น เรารู้ทั้งอดีตด้วย รู้ทั้งอนาคตด้วย เรารู้ผู้รู้ในอดีต ผู้รู้ในอนาคต ผู้รู้ในปัจจุบัน ผู้รู้ทั้ง ๓ กาลนี้ เราไม่ไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ เราก็ดับรอบโลกแล้ว วิญญาณปฏิสนธิของเราก็ไม่มีอะไร อะไร ที่จะไปตั้งอยู่ ไม่มีอาลัยอาวรณ์ที่ไหน ต้องข้ามความหลงด้วยวิธีนี้ เราทำลายอวิชชาด้วยวิธีนี้ เราทำลายตัณหาด้วยวิธีนี้ เราทำลายอุปาทานด้วยวิธีนี้ เราทำลายผลด้วยวิธีนี้ เราทำลายกรรมและผลของกรรมด้วยวิธีนี้ เราทำลายเหตุด้วยวิธีนี้ เราทำลายผลด้วยวิธีนี้ เราจึงอยู่เหนือเหตุเหนือผล จึงไม่เป็นเปรตเฝ้าเหตุเฝ้าผล ปัญหาของเราจึงหมดไป ไม่สอดแทรกตนเองมาให้เป็นทุกข์ ธรรมชั้นสูงที่สุดนี่

เหตุฉะนั้นหลวงปู่มั่นท่านจึงปรารภว่า บางแห่งสมาธิล้วนๆ ก็มีรสนิดเดียวเท่ากับไม้ชำระฟัน ท่านพูดอย่างนั้น ไอ้ที่พูดนี่ท่านไม่ได้พูดประมาทธรรมนะ ท่านพูดตามเป็นจริงของธรรมชั้นสูงนี่ เหตุฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงไม่ได้ติดอยู่ในที่ใด พระอริยเจ้าทั้งหลายไม่ได้ติดอยู่ในรูป ไม่ติดอยู่ในอรูป ไม่ติดอยู่ในรูปเพ่ง รูปเป็นอารมณ์ ก็เพ่งเฉยๆ เพ่งอรูปเป็นอารมณ์ก็เพ่งเฉยๆ แต่ไม่ติดอยู่ เพราะไม่มีใครเข้าไปสอดแทรก เอารูป เอาอรูป เป็นตน เป็นตัว เป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เห็นสกลกายทุกหนทุกแห่ง ต้องการเห็นสิ่งไรก็เห็น แต่ไม่ยึดถือในผู้เห็น แต่ไม่ยึดถือในผู้รู้

เหตุฉะนั้น การรู้การเห็นจึงไม่มีพิษทั้งในอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย จึงได้ข้ามห้วงทะเลหลงไปลัดนิ้วมือเดียว ไม่ได้ถือว่าเรา แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องสังขารต่างหาก บางทีหลวงปู่มั่นรับอาหารอยู่ กำลังรับอาหารอยู่ มีแม่ชีแก่คนหนึ่งอายุแก่กว่าหลวงปู่มั่น พอมาส่งอาหารก็ถามว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ อะไรกินข้าวอยู่นั่น พูดแบบภาษาชาวบ้านนอก ไม่ได้ว่าฉันเลย หลวงปู่ก็ไม่ถือสา หลวงปู่มั่นกลืนคำข้าวแล้ว ท่านก็ตอบว่า ก็สังขาร กองทุกข์ที่รับทานอาหารอยู่นี้ ที่ฉันจังหันอยู่นี้ ที่ฉันอาหารอยู่นี้ มันไม่ใช่ฉันดอก ตอบทันกันเหลือเกิน หลวงปู่มั่นก็ให้คะแนนว่า ยายแก่คนนั้นปฏิบัติมานานแล้ว ถึงโลกุตรจิต ยายแก่คนนั้นเป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง นักปราชญ์พูดกันฟังดีมาก

พวกเรามองไปที่ไหนก็เห็นแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้เห็นอันอื่น ในส่วนธาตุ ส่วนธรรมก็เหมือนกัน รูปธรรมนามธรรมเท่านั้นที่จะท่องเที่ยวอยู่ ถ้าสัตว์ทั้งหลายไม่หลงรูปธรรม นามธรรมแล้วก็พ้นไป รูปธาตุ นามธาตุ ก็เหมือนกัน ท่านเข้าสมาธิทำไม เข้าเพื่อเป็นที่อยู่ของขันธวิบาก เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อขันธวิบาก ยืน เดิน นั่ง นอน หลับ ตื่น บางคราวพระบรมศาสดา ในคราวที่ไปที่เมืองกุสินารา พระอานนท์เอ๋ย เราเหนื่อยนัก เธอจงไปตักน้ำมาให้เราดื่มเถิด เราจะพักผ่อนให้ระงับความกระวนกระวายสักหน่อย น้ำมันขุ่นพระเจ้าข้า เกวียน ๕๐๐ เล่มผ่านไปนี้ เออ ขุ่นก็จงไปดูเถิด อย่าเพิ่งคัดค้าน เมื่อพระอานนท์เข้าไปหาน้ำแล้ว น้ำก็ไม่ขุ่นเลย ใส พระอานนท์เป็นที่อัศจรรย์ มีสิ่งที่จะปรารภอะไรบ้าง ปรารภอย่างนี้ อานนท์เอ๋ย รถคันนี้หม้อน้ำมันแห้ง เธอจงไปตักน้ำมาเถิด คล้ายๆ อย่างนั้นล่ะ

อนัตตาธรรมเป็นธรรมลุ่มลึกในพระพุทธศาสนา ไม่สนใจจริงๆ ยากจะเข้าใจ ตีความหมายยากมาก อนัตตาฝ่ายบาป เป็นฝ่ายเว้นในเบื้องต้น อนัตตาฝ่ายบุญเป็นฝ่ายเจริญ ทำให้เกิดให้มี เมื่อสุดท้าย อนัตตาบุญก็ดี อนัตตาบาปก็ดี ก็ส่งคืนหมด ไม่เข้าไปยึดถือสอดแทรกเอาเป็นเจ้าของ ส่วนกุศลผลบุญ พระอนาคามียังจัดเป็นกุศลผลบุญอยู่ เพราะติดอยู่ในบุญ ยังข้ามบุญไม่ได้ เพราะบุญยังไม่เต็มส่วน พระอรหันต์นั้น บุญเต็มแล้ว บาปก็ละพอแล้ว เว้นพอแล้ว เหตุฉะนั้น เหตุที่จะละบาปได้จึงไม่มีในท่าน เหตุที่จะละบุญจึงไม่มีในท่าน เหตุที่จะสร้างบุญจึงไม่มีในท่าน เหตุจะละบาปก็ไม่มีในท่าน

เมื่อเหตุไม่มี ผลของท่านก็เลยเป็นผลขาดตอน อรหัตผลเป็นผลขาดตอน ไม่เชื่อมมาจากเหตุ ไม่เหมือนโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล เชื่อมมาจากเหตุที่เป็นโลกุตรเหตุ โลกุตรผลสกทาคามีมรรค สกทาคามีผล ก็เชื่อมมาจากเหตุที่เป็นโลกุตรเหตุ โลกุตรผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล ก็เชื่อมมาจากเหตุที่เป็นโลกุตรเหตุ โลกุตรผล ส่วนอรหัตมรรค ผลของพระอรหัตมรรคไม่ได้เชื่อมมาจากเหตุ เป็นผลขาดตอน เป็นผลพิเศษ ไม่ได้เชื่อมมาจากเหตุ หมดเหตุแล้ว ส่วนโสดาปัตติผล สกทาคามีผล อนาคามีผล เชื่อมมาจากเหตุ เหตุแห่งโลกุตร ไม่ใช่เหตุแห่งโลกีย์

เหตุมันมี ๒ เหตุ ต่ำกว่าพระโสดาบันลงไป ก็เป็นเหตุในทางโลกีย์ ก็เป็นผลในทางโลกีย์ ถึงจะเป็นกุศลก็ตาม ก็เป็นโลกีย์กุศล ก็เป็นโลกีย์เหตุ ก็เป็นโลกีย์ผล ส่วนพระโสดาบัน ก็เป็นโลกุตรเหตุ โลกุตรผล สกทาคามี อนาคามีก็เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของนักภาวนาจะในใจใคร่ครวญให้รู้ทั้งนั้น มิฉะนั้นแล้วจะหลงโวหาร หลงโวหารท่านผู้อื่นบ้าง หลงโวหารตนเองบ้าง เพราะโวหารก็ต้องหารลงมาหาหนึ่ง หนึ่งอะไร หนึ่งที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขานั้นเอง เป็นแต่สักว่าธาตุ ธรรม ขันธ์ เมื่อจิตใจปลงอย่างนั้นแล้ว การกลัวแพ้กลัวชนะในโลกมันก็ไม่มี

เมื่อการกลัวแพ้ กลัวชนะไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เมื่อตัณหาไม่มี ทุกข์ทางใจก็ไม่มี เมื่อดับตัณหาก็คือดับทุกข์ มีความหมายอันเดียวกัน เมื่อดับทุกข์ก็คือดับตัณหา กายก็เป็นแต่สักว่ากาย ไม่ใช่เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ตัวตนเราเขา เป็นเพียงกายานุปัสสนาทางสมมติเท่านั้น เวทนาก็เป็นแต่สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นเพียง เวทนานุปัสสนาเท่านั้น ใจก็เป็นแต่สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นเพียงจิตตานุปัสสนาเท่านั้น ธรรมก็เป็นแต่สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นเพียงธรรมานุปัสสนาเท่านั้น

กรรมฐานทั้งหลายมาติดค้างกันอยู่นี้มาก มายึดมาถือกันอยู่ในเรื่องนิมิต หรือทุกขเวทนา สุขเวทนา อุเบกขาเวทนา ประชันขันแข่งกันอยู่เพียงแค่นี้ ผมนั่งได้เท่านั้น ฉันนั่งได้เท่านี้ ฉันเดินไปเที่ยวพรหมโลก ฉันส่งจิตไปนั้น ฉันส่งจิตไปนี่ อวดอ้างกันอยู่เพียงแค่นี้ เพราะยังยึดถืออยู่ นั่งใครเป็นเจ้าของนั่ง นอนใครเป็นเจ้าของ ไม่เห็น เดินใครเป็นเจ้าของ ไม่เห็น ไม่เห็นใครเป็นเจ้าของ ไม่เห็นเดิน ใครเป็นเจ้าของเดิน ยืน ใครเป็นเจ้าของยืน นอกจากกิเลสความหลงแล้ว ไม่มีใครเข้าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ เพราะไม่ยอมให้มันว่างจากสัตว์ จากบุคคล ถ้าเห็นเป็นแต่สักว่าเห็น ถ้ารู้เป็นแต่สักว่ารู้ ไม่ส่งต่อไปหารัก หาชัง หาความเดือดร้อน การเห็นการรู้ก็เป็นโมฆะไป เห็นเรียบๆ รู้เรียบๆ เท่านั้น เขาว่าสวยก็สวยไปตามเขาเสีย เขาว่าไม่สวย ก็ไม่สวยไปตามเขา ไม่ต้องคัดค้าน

ส่งคืนให้หมด ได้ก็สมมติว่าได้ไปตามเขา ไม่ต้องคัดค้าน ส่งคืนให้หมด ได้ก็สมมติว่าได้ตามเขา เสียก็สมมติว่าเสียไปตามเขา แต่ไม่ให้เดือดร้อน ถ้าไม่ยึดถือว่าเป็นเสียงกู ก็ต้องยึดถือว่าเป็นหูกูเหมือนกันอีกที่นี้ ถ้ายึดถือว่าเป็นตากู ก็ต้องยึดถือว่าเป็นรูปกูอีกเหมือนกัน กูไป กูมา ก็หาบหนัก ทีนี้อะไรก็ของกู ของกู เหมือนนกเขา ทีนี้ไปจับต้นไม้ก็ ของกู ของกู อยู่ทีนี้ ตาก็ตากู หูก็หูกู ถ้าหูหนวกแล้ว กูก็เสียใจ ทีนี้ถ้าตาบอดแล้ว กูก็ต้องเสียใจทีนี้นั่น กายก็กายกูทีนี้ ถ้ากายกูแก่ ผมหงอก ฟันหักแล้ว กูก็ต้องเสียใจทีนี้นั่น กูไป กูมา ตาเป็นแต่สักว่าตา หูเป็นแต่สักว่าหู จมูกเป็นแต่สักว่าจมูก ลิ้นเป็นแต่สักว่าลิ้น กายเป็นแต่สักว่ากาย ใจเป็นแต่สักว่าใจ ทีนี้ใครไปใส่ชื่อลือนามให้ว่าตา ใครไปใส่ชื่อลือนามว่าหู ก็จิตใจใครไปใส่ชื่อลือนามให้ สมมติ นามํ แปลว่าชื่อมัน

ใครไปใส่ชื่อลือนามให้ว่า จมูก ลิ้น กาย ก็จิตใจเป็นผู้ใส่ชื่อให้ตามสมมติ แต่ตาเขาก็ไม่รับตอบ เขาก็ไม่ปฏิเสธ ท่านใจ ท่านเป็นผู้ใส่ชื่อลือนามให้ผมชื่อว่าตา ผมก็พอใจแล้วครับ หรือผมต้องปฏิเสธตามันก็ไม่ได้ว่า หู จมูก ลิ้น ก็เหมือนกัน กายก็เหมือนกันทีนี้ ใจทีนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ตอบแทน เออ ดีล่ะ ท่านมาใส่ชื่อลือนามให้ผมว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผมขอบพระเดช พระคุณ ผมจะตอบแทนพระคุณท่าน ผมจะใส่ชื่อท่านว่า ใจ ตา หู จมูก ลิ้น ก็ไม่ได้ว่าอีกทีนี้ ตกลง ใจก็เอาโขนสวมหัวตนเอาว่าใจ ใจนั่นไม่มีใครใส่ชื่อลือนามให้ นี่เป็นอุบายเพื่อจะแยกแยะออกจากเรา เขา สัตว์ บุคคล ถ้าใจเป็นผู้เขียน เขียนว่า ตา เขียนว่า หู เขียนว่าจมูก เขียนว่าลิ้น เขียนว่ากาย เขียนว่าใจ

แล้วไม่รู้จักลบทีนี้ ตนหากไข่มา ตนหากฟักเอง ตนหากไปฟ้องเขา ตนหากเสียเงิน ตนหากติดคุก ก็คือใจ เมื่อไม่รู้เท่าใจ ก็เป็นทุกข์อยู่ที่ใจ สิ่งเหล่านี้เขาไม่มารับทุกข์รับสุขด้วย เขาไม่มารับสุข ทุกข์ อุเบกขาด้วย ใจไม่รู้เท่าใจ ใจไม่ปฏิบัติใจ ใจก็ไม่มีข้อวัตร นอกจากใจ ไม่มีอันใดจะปฏิบัติใจ และไม่มีอันใดจะรู้จักใจ และไม่มีอันใดจะหลุดพ้นจากใจ มองไปเห็นรูป ก็จะเอารูป ได้ยินเสียงก็จะขอดเอาเสียง ดมกลิ่นมาก็จะหอบเอากลิ่นทีนี้ รสมาก็จะหอบเอารสทีนี้ ก็ไม่มีที่ปลงที่วาง เพราะไม่ส่งคืน อะไรก็เอาหมด ก็ไม่มีที่ใส่ ก็ไม่มีที่วาง เพราะมันคับโลกทีนี้ มันไม่มีที่วางเสียแล้ว คนนั้นเขาก็เอา คนนี้เขาก็เอา มันไม่มีที่วางทีนี้

ธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนาเพื่อทำลายอุปาทาน เพื่อทำลายทิฏฐิมานะ เพื่อทำลายอวิชชาความโง่ เพื่อทำลายตัณหา ความทะเยอทะยานในกองนามรูป กับทะเยอทะยานในโลกก็มีความหมายอันเดียวกัน ทะเยอทะยานในผู้รู้ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ทะเยอทะยานในกองนามรูป กับทะเยอทะยานในโลก ก็มีความหมายอันเดียวกัน ทะเยอทะยานในผู้รู้ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน ก็มีความหมายอันเดียวกัน อาหารของสัตว์ทั้งหลาย กวฬิงการาหาร หารคือคำข้าว ผัสสาหาร อาหารคือ ผัสสะ มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความนึกคิด วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ สัตว์ทั้งหลายติดอาหารเหล่านี้อยู่ เพราะถือว่าอาหารเหล่านี้เป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

ส่วนพระอริยเจ้าชั้นสูงท่านข้ามไปแล้ว ข้ามความหลงตอนนี้ไปแล้ว ถ้าหากว่าตากู หูกู จมูกกู ลิ้นกู กายกู ใจกู มีอยู่ตราบใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มันก็ของกูอยู่ทั้งนั้น อดีต อนาคต ก็เหมือนกัน ปัจจุบันก็เหมือนกัน ท่านทั้งหลายจงปล่อยวางมือไปเสียเถิด พระบรมศาสดา มือใจ มือสติ มือปัญญา ท่านทั้งหลายรู้จักกำแล้ว ก็จงรู้จักวางเถิด รุ้จักเขียนแล้วก็จงรู้จักลบเถิด รู้จักสมมติแล้วก็จงรู้จักวิมุติหลุดพ้นเถิด คล้ายๆ กับภูเขาไม่รู้ ภูใครใครก็บอกว่าภูเขา นกเขาก็เหมือนกัน นกเขาไม่รู้ว่านกใคร ก็มีความหมายอันเดียวกัน ครับผม ไม่รู้ว่าใครเป็นครับผม

ก็สมมติกันชั่วคราว ดิฉันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นดิฉันแท้ หนูคุณหนู ไม่รู้ว่าใครเป็นคุณหนูแท้ เพราะสมมติกันใช้ชั่วคราว แต่ถ้าหากว่าหลงเข้ามาท่องเที่ยวทะเลนี้แล้ว ไม่พ้นอีกเหมือนกัน อนัตตาธรรมชัด เมื่อเห็นอนัตตาธรรมชัดแล้ว อุปาทานทั้งหลายก็วางเอง ปล่อยเอง อวิชชาตัณหา อุปาทานทั้งปวงก็ปล่อยวางไปเอง สุขขึ้นมาก็รับเอา ทุกข์ขึ้นมารับเอา อุเบกขาขึ้นมาก็รับเอา ไม่มีบังสุกุลเสียเลย ไม่ยอมให้ใคร ยังหิ้วยังหาบอยู่อย่างนั้น ต่างคนต่างหลังหัก ของใครของมันทีนี้ ยืนก็ของกู นั่งก็ของกู นอนก็ของกู กูไป กูมามันอยู่ต้นไม้ เหยี่ยวมาเฉี่ยวเอาไปกินเลย นกเขาขันกุ๊กกรู อยู่ฟักใส่เขียงก็เถลียงขึ้นมากุ๊กกรู ๆ แหล่นกเขาที่ท่านเทศน์นั่น

ธรรมชั้นนี้เป็นธรรมชั้นสูงมาก ถ้าไม่พิจารณาให้แยบคายแล้ว จะหลงไม่ใช่น้อย ความได้ความเสียไม่มีในท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นข้ามได้แล้ว ข้ามความดีได้แล้ว ข้ามความเสียได้แล้ว เกิดตายไม่มีในท่านผู้ใด ผู้นั้นข้ามเกิดตายไปแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน หลับ ตื่น ไม่มีในท่านผู้ใด ท่านเหล่านั้นข้ามยืน ข้ามเดิน ข้ามนั่ง ข้ามนอน ข้ามหลับ ข้ามตื่นไปแล้ว อดีต อนาคต ปัจจุบันไม่มีผู้ใดเข้าไปแบกยึดถือ ท่านผู้นั้นข้ามโลกทั้ง ๓ แล้ว ข้ามทั้งโลกอดีต ข้ามทั้งโลกอนาคต ข้ามทั้งโลกปัจจุบันไปแล้ว ไม่มีรอย สมมติก็จริงๆ ตามสมมติไม่ได้เอามาค้านวิมุติ วิมุตก็จริงตามวิมุติ ไม่เอาไปค้านสมมติทีนี้

เมื่อไม่หากินทางฝ่ายค้าน งานก็ไม่มีก็จบงานกัน ต้องการเห็นคุณพระพุทธ พระธรรมก็เห็น แต่ไม่เอายึดถือเอาเป็นเจ้าของ ต้องการเห็นแก่ เจ็บ ตาย ก็เห็น แต่ไม่ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ต้องการเห็นอดีต อนาคตก็เห็น แต่ไม่ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ต้องการเห็นสุข ทุกข์ เวทนา อุเบกขา ก็เห็น แต่ไม่ยึดถือเอาเป็นเจ้าของ จะข้ามเวทนาทั้งหลายได้ด้วยความไม่ยึดถือว่าเวทนาเป็นตน ตนเป็นเวทนา จะข้ามสัญญาได้ด้วยไม่ยืนยันว่า สัญญาเป็นตน ตนเป็นสัญญา จะข้ามสังขารได้ด้วยไม่ยืนยันว่า ตนเป็นสังขาร สังขารเป็นตน จะข้ามใจได้ด้วยปัญญาอันชัด ก็เพราะไม่ยึดถือว่าใจเป็นตน ตนเป็นใจ

พระบรมศาสดาจึงท้อพระทัยว่าธรรมนี้ลุ่มลึกมาก ยากมี่จะเข้าใจได้ง่าย แต่ตรงกันข้าม น้ำมหาสมุทรเป็นของลึกก็จริง แต่เป็นของตื้นของพญาครุฑ พญาครุฑลงไปน้ำมหาสมุทรเพียงเข่าเท่านั้น แต่เป็นของลึกของสัตว์อื่น ปลาติมิงคละถือว่าน้ำมหาสมุทรนี้ไม่พอแกว่งหางและหัวเลี้ยวไปเลี้ยวมาเพราะคับแคบ แต่เป็นที่ลึกของปลาตัวเล็กทีนี้ ฉันใดก็ดี ธรรมะของพระบรมศาสดาเป็นที่ลึกของผู้มีปัญญาน้อย แต่เป็นที่ตื้นของผู้มีปัญญามาก ซุงขอนโตๆ ช้างลากได้ แต่โค กระบือ ลากไม่ได้ เพราะกำลังผิดกัน ขั้นปัญญาก็เหมือนกัน แล้วไม่ต้องมาถือว่าได้ ว่าเสียอะไรดอก

ธรรมชั้นสูง เกิดแก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องของสังขาร รู้ตามเป็นจริง เป็นเรื่องของธรรมะ ทิฐิมานะจะไปสอดแทรกยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ปล่อยวางทิ้ง ทำให้ว่าง ลมเข้าลมออกอยากเห็นก็ให้เห็น อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ต้องการเห็นก็ต้องให้เห็น อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ส่งถวายคืนในพระนิพพานคุณ ในคุณอันไม่เกิดไม่ดับ นิพพานต้องรู้ตามเป็นจริงของพระนิพพาน อย่าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ว่าเราเป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นเรา ใจเราเป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นใจเรา ธรรมเราเป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นธรรมเรา ก็ยุ่งกันใหญ่

ทีนี้ไม่มีที่แก้แล้ว เราเป็นศีล ศีลเป็นเรา เราเป็นสมาธิ สมาธิเป็นเรา เหล่านี้ไอ้อุปาทานทั้งนั้น เราเป็นอดีต อดีตเป็นเรา เราเป็นอนาคต อนาคตเป็นเรา เราเป็นผู้รู้ ผู้รู้เป็นเรา เราเป็นผู้ไม่รู้ ผู้ไม่รู้นั่นแหละเป็นเรา เราเป็นคนโง่ โง่นั่นแหละเป็นเรา เราเป็นคนฉลาด ฉลาดนั่นแหละเป็นเรา สิ่งเหล่านี้มีแต่หาบทั้งนั้นแหละ มีแต่ขนใส่เกวียน ขนใส่รถไฟทั้งนั้น เต็มเลย ไม่มีรถไฟที่จะเข็นไปทีนี้ เพราะอะไร ก็ของกูทั่วโลกหมดแล้ว ตาก็ของกู หูก็ของกู รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เห็นแต่ละวัน ละคืน ก็มีมาก ไม่มีที่จะใส่ล่ะทีนี้

เราเห็นมามากแล้ว เราเอารูปใส่ไว้ที่ไหน เราเห็นมามากแล้ว เราเอาเสียงใส่ไว้ที่ไหน เราเอาไปขายไว้ที่ไหน เสียง กลิ่น เราก็ดมมามากแล้ว กลิ่นชอบ หรือกลิ่นไม่ชอบก็ดี เราเอาไปใส่ไว้ที่ไหนทีนี้ ไม่มีที่ใส่แล้วทีนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วก็หายไป เสียงเข้าหูส่งลงถึงใจก็หายไปแล้ว ทีนี้เรายังจะมากอดว่าของกู ของกู อยู่อย่างนี้ก็กอดแดด กอดลมทีนี้ กลิ่นกระทบจมูก รู้ว่าเหม็น หอม หรือธรรมดาก็ดี ก็ล่วงไปแล้ว ทีนี้ของกูหอมมาอีกทีนี้ เล็มซากที่นี้มันไปแล้ว มันผ่านไปแล้วทีนี้ เมื่อมันผ่านมาซึ่งหน้าอีกก็ตะครุบอีกทีนี้ ก็ตกลงชกมวยกับเงาของตนเอง เหนื่อยตายทีนี้

นั่นนาฬิกา ดูว่าได้เวลาเท่านั้น มันก็ผ่านไปอีกซึ่งหน้านี่ นั่นมันก็ผ่านไปซึ่งหน้าแล้วทีนี้ กั๊บๆๆๆ ไปเลย ท่านว่า ยังไม่ทันสุดคำพูดซ้ำ มันไป ว่ากูได้เท่านั้น วินาทีได้เท่านี้ วินาทีนั่นแหละ ความเป็นจริง มันล่วงไป ล่วงไป ทั้งนั้นแหละ เสียงเข้าหูส่งลงถึงใจก็ว่างไป ก็หอบไว้ก็ไม่ได้ ใจนึกคิดแต่ละบท แต่ละบาทก็ล่วงไปๆ เรายังหอบเอารอยของมันมาชมอยู่ทีนี้ ลมเข้าก็กำลังเข้า ลมออกก็กำลังออก เรายังมาหอบเป็นของกูๆ อยู่ทีนี้ พอเรารู้ลมเข้ามันก็เป็นอดีตไปแล้ว พอเรารู้ว่าลมออก มันก็เป็นอดีตไปแล้ว พอเรานึกขึ้น เราพูดออก มันก็เป็นอดีตไปแล้วนี่

ถ้าอย่างนั้น ที่ยืนยันเป็นของกู มันไกลกันมั๊ยล่ะทีนี้ ของข้า ของฉัน ของคุณหนู ของคุณหลวงปู่ เราต่อสู้กับความหลงด้วยปัญญาอันชัด เราจะเอาหอกเอาง้าวมาสู้มันไม่ไหวดอก เราจะไปเอาลูกระเบิดปรมาณูภายนอกมาสู้ มันก็สู้มันไม่ได้ เอาพระสติ พระปัญญาต่อสู้อยู่ในพระนครหลวง คือจิตใจ พระนครหลวงก็คือจิตใจ สัตว์ทั้งหลายก็หลงใจ เมื่อหลงใจก็หลงธรรม เมื่อรู้เท่าใจ ก็รู้เท่าธรรม รู้เท่าใจตอนไหนๆ ก็รู้เท่าธรรมตอนนั้นๆ หลงใจตอนไหนๆ ก็หลงธรรมตอนนั้นๆ มันก็หมดคำพูดไปอีกล่ะ

พูดมาถึงนี้แล้ว หายสงสัยที่จะพูด หายสงสัยที่จะฟังอีกเหมือนกันแหละ ถามมันดูซิ ภูก้อจ้อนี่ แต่ก่อนมันเป็นของใคร เดี๋ยวนี้มันเป็นของใครแล้ว แต่ก่อนมันเป็นของใครไม่ทราบโลกอันนี้ ถามมันดูซิ มันบอกว่าเป็นของใครทีนี้ กิเลสตัณหาก็พากันมาแย่งกัน ฆ่าฟันกันตาย วุ่นวายในวัฏสงสาร กูเป็นเวรมึง มึงเป็นเวรกู อยู่อย่างนี้ วัฏสงสารอันนี้ไม่เป็นของใครดอก ของสังขาร เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกสลายเท่านั้น พระอนิจจังยังเป็นเจ้าโลก พระทุกขังเป็นเจ้าโลก พระอนัตตาเป็นเจ้าโลก อนัตตาฝ่ายไม่เกิดไม่ดับเป็นเจ้าพระนิพพาน แต่ไม่มีอนิจจังและทุกขังปนอยู่ด้วย

วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ ข้าพเจ้าเป็นวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าเป็นวันจันทร์ ข้าพเจ้าเป็นวันอังคาร ข้าพเจ้าเป็นวันพุธ ข้าพเจ้าเป็นวันพฤหัส ข้าพเจ้าเป็นวันศุกร์ ข้าพเจ้าเป็นวันเสาร์ เขาก็ไม่ได้ยืนยัน เขาก็ไม่ปัดด้วยไม่รับด้วย ไม่ปัดด้วย ข้าพเจ้าเป็นปีใหม่ของพวกท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นวันตรุษจีน ข้าพเจ้าเป็นวันตรุษไทย ข้าพเจ้าเป็นวันตรุษลาว ข้าพเจ้าเป็นวันตรุษเจ๊ก ข้าพเจ้าเป็นวันตรุษญวน ตรุษแกว เขาก็ไม่ได้ว่า พวกเราสมมติกันเฉยๆ ดอก ข้าพเจ้าเป็นวันจม ข้าพเจ้าเป็นวันฟู ข้าพเจ้าเป็นวันโลกาวินาศ ข้าพเจ้าเป็นวันอุบาทว์ ถ้าหากว่าวันไหนเป็นวันอุบาทว์ พระอรหันต์ก็ต้องมาเป็นปุถุชนคนหนาหมดทีนี้ เพราะเป็นวันอุบาทว์

ถ้าว่าเป็นวันโลกาวินาศ พวกเศรษฐีก็ต้องหมดเงิน ไม่มีเงินจะใช้ทีนี้ อันนี้มันสมมติกันในศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ สวัสดีปีใหม่ ไม่รู้ได้ปีใหม่มาจากไหน ก็ปีเก่านั่นเอง สมมติกันชาวโลก แต่ว่าจะสมมติก็ตาม แต่ว่าอย่าติดอยู่เพียงแค่นั้น ให้รู้ลึกไปกว่านั้นอีก เขาพาใช้ ก็ใช้ไป แต่เราไม่ติดอยู่ เราไม่สงสัย เขาว่าของข้า ของผม ของดิฉัน ก็พูดไป แต่ว่าไม่ให้เดือดร้อน เพราะรู้ทั้งเขียน รู้ทั้งลบ รู้ทั้งสมมติ รู้ทั้งวิมุติ รู้ทั้งบวก รู้ทั้งลบ รู้ทั้งคูณ รู้ทั้งหาร ทีนี้เราไม่ติดอยู่ใน บวก ลบ คูณ หาร อีกด้วย รู้ทั้งกิน รู้ทั้งถ่าย แต่ไม่ติดอยู่ในกิน ในถ่ายด้วย เรารู้ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ติดอยู่ในยืน เดิน นั่ง นอน ด้วย พูดน้อยมาพอคลาย พูดหลายเมาน้ำลาย เมาน้ำลายดีกว่าเมาเหล้า

ใครเป็นผู้สั่งสังขารนั่ง พระนิพพานไม่ได้มานั่งด้วย ใครเป็นผู้พูด ใครเป็นผู้ฟัง ก็สังขารเป็นผู้ฟัง ผู้พูดก็สังขาร พระนิพพานไม่ได้มาพูดด้วย ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย ก็คือสังขารนั่นเอง พระนิพพานไม่ได้มาแก่ เจ็บ ตายด้วย สิ่งที่พ้นจากแก่ เจ็บ ตายแล้ว ไม่ได้มาแก่ เจ็บ ตายด้วย ใครเป็นโรคไส้เลื่อนก็สังขารเป็นโรคไส้เลื่อน พระนิพพานไม่ได้มาเป็นด้วย ใครเป็นผู้แก้มตอบ ฟันหัก ก็คือสังขารนั่นเอง พระนิพพานไม่ได้มาเป็นด้วย ใครว่าของกูๆๆ ยืนยันจนไม่รู้จักวาง ก็คือกิเลส พระนิพพานไม่ได้มาแย่งกิเลสด้วย เปิดประตูเข้าเราก็เปิดเป็น แต่เวลาออก เราออกไม่เป็น ก็เรียกว่าเราโง่ทีนี้ ฉันใดก็ดี เมื่อเราเกิดมาในวัฎสงสาร เราก็เกิดเป็น เมื่อไม่ต้องการเกิด เมื่อไม่ต้องการแก่ ก็ทำไม่เป็นเสียแล้วทีนี้ ก็คล้ายๆ ว่า เข้าประตูเป็น เปิดออกไม่เป็นนั่นเอง โลภก็รู้จักโลภ โกรธก็รู้จักโกรธ หลงก็รู้จักหลง แต่ไม่ชนะ โลภ โกรธ หลง ทีนี้

......................................................



ผู้ตั้งกระทู้ wisarn :: วันที่ลงประกาศ 2016-08-30 23:32:15


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.