ReadyPlanet.com


เส้นทางธรรม


 เส้นทางธรรม

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ




เมื่อสติตื่นตัวขึ้นมาแล้วมันให้ความเป็นธรรมกับรูปกับนาม กับชีวิตจิตใจของเราเองจริงๆ ชีวิตเราจะเริ่มต่างไปจากแต่ก่อนที่เคย เป็นมา จากแต่เดิมที่เคยเป็นทาสของอารมณ์ความทะยานอยาก ตกอยู่ในความครุ่นคิดตลอดเวลา จะคิดนึกพูดจากระทําการใดๆ ก็เป็นไปตามอารมณ์ตามอุปนิสัยของตนเองในแต่ละขณะทุกครั้งไป มาบัดนี้ถึงเวลาที่สติตื่นตัวตั้งมั่นขึ้นมาได้แล้ว กายเราก็มีอิสรภาพ มากขึ้น ไม่ต้องเป็นไปตามอํานาจของความอยากอีกต่อไป อย่างเมื่อก่อนนี้เราเคยสูบบุหรี่ เคยติดหมาก เคยเที่ยวเตร่ดื่มสุรายาเมา เสพติดอบายมุขต่างๆ มาจนเคย เป็นทาสของความอยากมีอยากเป็น ทางเนื้อหนังตลอดเวลา พอได้สติขึ้นมา มันทิ้งเลย สติมันรู้จัก แยกแยะรู้จักพินิจพิจารณาขึ้นมาจริงๆ เห็นจริงๆ โอ นี่มันความทุกข์ ชัดๆ เลย โอ ทําไมเราจึงหมกมุ่นงมงายกับมันขนาดนี้ สิ่งที่เคย หลงใหลมัวเมามันหลุดออกไปจากชีวิตจิตใจเราจริงๆ บุหรี่ หมากพลู สุรายาเมา ความอยากในสิ่งเหล่านั้นมันหมด มันเลิกละกันไปเลย 

อย่างตัวหลวงพ่อเองแต่ก่อนนี้เป็นคนเชื่อในไสยศาสตร์ ฝึกหัด ตนเองจนเป็นหมอผีเครื่องรางของขลัง ดูฤกษ์ ดูยาม โอ มีเครื่องไม้ เครื่องมือหอบหิ้วพะรุงพะรังมาก เดินทางไปที่ไหนก่อนจะหลับ จะนอน ดื่มน้ําล้างหน้าตามห้วยหนอง ต้องมีคาถาอาคม จะต้องว่า อย่างนั้นอย่างนี้ ห้องหับเต็มไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ มีดอกไม้ ธูปเทียน ขันน้ําหมากน้ํามนต์สีเขียวสีแดง จะเข้านอนต้องท่องคาถา เป็นชั่วโมงๆ จะเดินทางไปไหนมาไหนที่หนึ่งต้องดูทิศดูทางดูฤกษ์ยาม กันก่อน ว่าจะไปทิศไหนเวลาใดจึงจะมีฤกษ์มีชัย เข้าป่าปีนเขา ลงห้วยก็ต้องร่ายคาถาแคล้วคลาดจากสิงสาราสัตว์ พบปะค้าขายกับ ผู้คนก็ต้องว่าคาถา โอ้ มันหลายเรื่องจริงๆ 

พอมาพบกับหลวงพ่อเทียนได้อยู่ฝึกหัดเจริญสติกับท่านที่วัดป่าพุทธยานเมืองเลยช่วงปี ๒๕๐๙ หัดทําความเพียรอยู่ถึง ๑ เดือนเต็มๆ จึงรู้จักตั้งสติปลุกสติตื่นตัว ขึ้นมา สิ่งต่างๆ เหล่านั้นที่เคยคิดเคยเชื่อเคยปฏิบัติเป็นพิธีรีตองต่างๆ มันหลุด มันหมดไปจากตัวเองจริงๆ สติมันเด่นชัด มันได้คิดขึ้นมา เลยว่า โอนี่เพราะความคิดความปักใจเชื่อของเราเองแท้ๆ มัวหลงอยู่ ในทิฐิต่างๆ ตั้งหลายปี เป็นบ้าหอบฟางจริงๆ ช่วงนั้น

ทีนี้พอมาได้สติ รู้จักฝึกหัดทําความเพียร เดินจงกรมบ้าง นั่ง สร้างจังหวะบ้าง ก็ฝึกหัดกันเหมือนกับที่พวกเรากระทํากันอยู่นี่แหละ หัดทําความรู้สึกตัวไป ทําไป ทําไป จากที่เคยเป็นไปตามความคิด ตามอารมณ์ มันก็ค่อยๆ มีสติรู้ตัวมากขึ้น ตื่นขึ้น เด่นชัดขึ้นมาเอง ภาวะอารมณ์ความรู้สึกของเรา หลังจากที่สติตื่นตัวขึ้นมาแล้วนี่ รู้สึก ว่าชีวิตเรานี่กลับฟื้นตัวมีพละกําลัง กระฉับกระเฉงแคล่วคล่องขึ้นมา จริงๆ รู้สึกว่าจิตใจมันโปร่งสบาย มีกิริยาอาการที่แจ่มชัดขึ้นกว่าเก่ามาก ทีเดียว มีความรู้สึกเหมือนกับเราได้ยกภูเขา ยกน้ําหนักที่เคย ถ่วงจิตถ่วงใจเราให้อึดอัดขัดเคืองมาแรมปี ออกจากชีวิตของเราเกือบ หมดเลย 

เข้าใจสภาวะที่คนเฒ่าคนแก่ท่านสอนไว้พูดไว้เสมอๆ ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกก็อยู่ที่ใจเรานี่เอง มันรู้สึกจับใจจริงๆ สติเด่น รู้สึกว่าจิตใจมันตื่นตัวของมันเองอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปประคับประคอง อะไรมากมาย เหมือนตอนแรกที่ทําความเพียรใหม่ๆ จะคิดนึก พูดจา ทําการงาน เคลื่อนไหวกาย เดินจงกรมไปมาอย่างไร มันทําด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวดีจริงๆ เห็นภาวะ เห็นกิริยาอาการ เห็นความเป็นไปของสิ่งที่คิดที่ทําอย่างละเอียดลออ

ที่นี้สําหรับความคิดความเชื่อที่เคยยึดถือ เรื่องอารมณ์ รักชอบ โกรธหลงนั้น ที่จริงมันยังไม่หมดไปจากจิตใจเลยทีเดียว เพียงแต่ รู้สึกว่ามันเบาบางลงมาก มันไม่รุนแรงไม่เป็นใหญ่เหมือนกับตอนที่ เรายังตั้งสติไม่ได้ อารมณ์ความทะยานอยากนั้นมันก็ยังแฝงตัวอยู่ มันยังแสดงอาการขึ้นมาเป็นพักๆ ในจิตใจเหมือนกัน หลวงพ่อก็ยัง ครุ่นคิดวิตกวิจารณ์ไปเรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นพักๆ แม้จะตั้งสติเป็นแล้ว มีความรู้สึกตื่นตัวดีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังไม่เป็นอิสระเด็ดขาด จากอารมณ์รักชอบโกรธหลง หลวงพ่อเทียนท่านก็เตือนให้ระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้ ให้ระมัดระวังความคิด ให้ระวังกิเลสของนักวิปัสสนา อัน ได้แก่ การติดอกติดใจในภาวะอารมณ์ละเอียดๆ ปีติเกินไป ยินดี เกินไป สงบเย็นเกินไป ติดในนิมิตที่ปรากฏ ติดในญาณความรอบรู้ เรื่องโน้นเรื่องนี้ อะไรต่างๆ เหล่านั้น เราต้องระมัดระวังเอาไว้ ไม่ ประมาท หลงตัวลืมตนไปอีก

หลวงพ่อก็ยังต้องทําความเพียรต่อไปอีก แต่ช่วงนี้รู้สึกว่า ไม่ยากลําบากเหมือนตอนแรกแล้ว มาตอนหลังนี้จะเรียกว่าเป็นการ บําเพ็ญเพียรทางจิตก็ได้ วิธีการก็ยังอาศัยอิริยาบถการเคลื่อนไหวไปมา ของกายเป็นฐาน เป็นนิมิตในการกําหนด ในการทําความรู้สึกตัวอยู่ อย่างเดิม แต่ก็รู้สึกตัวว่าสบายขึ้น เดินจงกรมก็เดินไปสบายๆ ยกมือไปเอามือมาตามจังหวะท่าทางต่างๆ นี้ก็ทําสบายๆ กระฉับกระเฉง มี ความรู้สึกตัวเห็นภาวะ เห็นกิริยาอาการของกายที่เป็นอยู่ เคลื่อนไหว อยู่ ชัดเจนดี ไม่ขี้เกียจหลีกหนี ไม่อึดอัดขัดเคือง ไม่เบื่อหน่าย ท้อแท้ ความรู้สึกไม่สับสนเหมือนตอนแรกๆ 

แต่ก็มีบางขณะที่จิตเรา ครุ่นคิดไปทางอื่น ครุ่นคิดวิตกวิจารณ์เป็นอารมณ์เป็นความรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ เกิดมีอาการครุ่นคิดไปเองแทรกซ้อนขึ้นมาเป็นขณะๆ เป็นช่วงๆ บางเรื่องบางอารมณ์ที่ครุ่นคิดก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสําคัญ เป็นการอธิบายธรรมให้คนที่เรารัก ให้เพื่อนฝูงพี่น้องฟัง บางครั้งเป็นการ ค้นคว้าหาคําตอบในธรรม ก็รู้สึกว่าแต่ละเรื่องที่เราครุ่นคิดขึ้นมามันสําคัญ บางคราวก็เลยเผลอเข้าไปในอารมณ์ในความคิดนั้นๆ ไปเลย 

อารมณ์ความครุ่นคิดต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาเป็นช่วงๆ นี้ เป็น อารมณ์เดิม อารมณ์เก่า เป็นอาสวะ เป็นอาการปรากฏของทิฐิมานะ เป็นความคิดความเชื่อรูปแบบต่างๆ ของเราเอง มันปรุงแต่งขึ้นมาเป็น คราวๆ ดังนั้นระหว่างที่บําเพ็ญทางจิต เห็นภาวะอาการของจิต เห็น ความครุ่นคิดในอารมณ์ของตนเองนั้น เราจําเป็นต้องมีสติที่ตื่นตัว เด่นชัด รู้จักตั้งสติให้เป็น มีจุดยืนขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าเราจะครุ่นคิด ไปสู่เรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม แม้ว่าดูเหมือนจะสําคัญปานใด ให้เรา มีสติเด่นชัดอยู่เสมอ เห็นอาการปรากฏต่างๆ เหล่านั้น มันจะเผลอ คิดไปทางใด แม้จะเริ่มครุ่นคิดขึ้นมาก็ตาม ให้เราเห็นนั้น รู้เท่าทันมัน แต่อย่าเผลอไปผสมโรงคิดนึกเป็นอารมณ์ เป็นเรื่องราวสาวต่อไป กับมัน จนลืมเนื้อลืมตัวไปอีก

เราต้องมีจุดยืนอยู่ที่สติ อยู่ที่ความรู้สึกตัวที่โดดเด่นอยู่เสมอ รู้จักละ รู้จักวางภาพอารมณ์นั้นๆ อย่างไม่ติดใจไยดีจริงๆ กลับมา มีสติมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าอารมณ์ความคิดนั้นจะรุนแรง จะ น่ายินดียินร้ายอย่างใดก็ตาม ตั้งสติครองความรู้สึกตัวเอาไว้เป็นหลัก มันครุ่นคิดก็ให้มันคิดไป ให้เราเห็นกิริยาอาการของมัน มีสติเด่นอยู่ เท่านั้น อย่าผสมโรง อย่าเสริม หรือคัดค้านอารมณ์ความคิดนั้นๆ ทําอยู่อย่างนี้ ยืนอยู่จุดนี้ ไม่นานอาการครุ่นคิดนั้นๆ ก็จะยุติไปเอง จางหายไปเอง มันก็จะกลายเป็นเพียงภาพปรากฏ ให้เราเห็นให้เราดู ให้เรารู้จักอาการเกิด-ดับของมันขึ้นมาเป็นพักๆ เท่านั้นเอง ที่สุดสติ ของเราก็จะยังคงโดดเด่นอยู่อย่างเดิม 

ที่จริงวิธีการตรงนี้ก็เหมือนกับวิธีการในตอนแรกที่เราหัดตั้งสติ ใหม่ๆ จะต่างกันก็ตรงที่ในช่วงแรกแห่งการเจริญสตินี้ เราเน้นหนักใน จุดที่ให้เรารู้จักตั้งสติให้เป็น ให้รู้จักแหวกวงล้อมของอารมณ์ต่างๆ ออกมาก่อน เราจึงเน้นไปที่การกําหนดรู้ความเคลื่อนไหวไปมาของ กายในอิริยาบถของกายแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อให้เรามีฐานมีนิมิตใน การหัดตั้งสติ ทําความรู้สึกตัวขึ้นมา เพราะในช่วงแรกที่เริ่มฝึกหัดนั้น ภาวะอารมณ์ของเรายังรุนแรง เรายังเคยชินที่จะคิดนึกเป็นอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งตามอุปนิสัยของแต่ละคนที่เคยเป็นมา ดังนั้นเรา จึงยังไม่สนใจกับการดูความคิดเห็นความคิด เหมือนกับตอนมา บําเพ็ญเพียรทางจิต เพราะ ผู้ที่ยังตั้งสติตั้งความรู้สึกไม่เป็นนั้นเปรียบเสมือนกับคนที่ยังไม่มีจุดยืน ยังลื่นไถลเก่ง เมื่อเราไปดู ความคิดดูอารมณ์ที่มันรุนแรง มันกลับพลัดเข้าไปในอารมณ์ยินดี ยินร้ายต่างๆ เรามักจะเป็นไปตามอารมณ์ที่เราดูมันได้ง่าย เรายัง แยกไม่ออกระหว่างอารมณ์กับความรู้สึกตัว แม้เราจะรู้จะเห็นว่า เราเป็นคนที่มีอารมณ์ชนิดใดก็ตาม แต่เราจะยังไม่รู้จักละ รู้จัก วางอารมณ์

ดังนั้นท่านจึงให้เราทําความเพียรด้านเดียวคือ การฝึกหัดให้ รู้จักตั้งสติให้เป็น ทําความรู้สึกตื่นตัวทั่วพร้อมขึ้นมาให้ได้ก่อนเป็น อันดับแรก โดยอาศัยอาการเอาอิริยาบถเคลื่อนไหวส่วนกายนี่แหละ เป็นนิมิตหมาย เป็นแบบฝึกหัดให้เราหัดกําหนดสติ โดยยังไม่ต้อง สนใจความคิดสนใจอารมณ์จิตของเราให้มากนัก ต่อเมื่อเราตั้งสติเป็น จิตใจตื่นตัว มีจุดยืนของชีวิตแล้ว นั่นแหละ เราจึงจะมีขีดความ สามารถในการเผชิญหน้ากับความคิด เห็นจิตเห็นใจ เห็นกระแส ความครุ่นคิดของตนเองอย่างตรงไปตรงมาได้ โดยที่จิตใจเราไม่ลื่น ไถลเข้าไปกับความคิดนั้นๆ

ดังนั้นช่วงแห่งการบําเพ็ญเพียรทางจิต จะเป็นไปได้สําหรับผู้ที่ รู้จักตั้งสติ ปลุกความรู้สึกตื่นตัวเป็นแล้วเท่านั้น และช่วงนี้นับเป็น ช่วงสําคัญที่จะทําให้เรารู้จักตนเองอย่างตรงไปตรงมา รู้จักละรู้จัก วางอารมณ์ความคิดความเชื่อความถือดีมีมานะต่างๆ ของตนเองได้ อย่างเป็นอิสระเด็ดขาดจริงๆ เราเคยเป็นคนที่มีอุปนิสัยสันดานเป็นมาอย่างไร มีความคิดความเชื่อถือต่ออะไรอย่างไร มีอารมณ์รักชอบ โกรธหลงอย่างไร เราจะเห็นจิตในจิตของตนเอง อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนจริงๆ จากภาวะกิริยาอาการของจิตที่ครุ่นคิดขึ้นมา เป็นอารมณ์ เป็นเรื่องราวต่างๆ เป็นขณะๆ เป็นช่วงๆ เกิดญาณทัศนะ เกิดการ รู้จักตนเองจริงๆ

โอ เราคิดอย่างนี้เองหรือ เราโกรธขนาดนี้หรือ เราเชื่ออย่างนี้ หรือ มันจะเห็นความคิดเป็นเรื่องๆ ไปตามความครุ่นคิดที่ปรากฏ เป็นขณะๆ ไป และอาศัยจุดยืนของชีวิต จุดหลักที่เรารู้จักตั้งสติ ครองความรู้สึกตื่นตัวอยู่ได้นี้ จิตใจไม่ไหลไม่คล้อยตามอารมณ์ ความครุ่นคิดนั้นๆ ไป เราจะเกิดปัญญาญาณ รู้จักพิจารณาแยกแยะ อารมณ์ทะยานอยากกับความเป็นจริง เราจะรู้จักละ รู้จักวางความคิด วางความหลง วางภาพ วางอารมณ์ปรุงแต่งนั้นๆ ถอนจิตถอนตนเอง จากความคิดความเชื่อที่เราเคยยึดถือปักอกปักใจ คลายความยึดมั่น ถือมั่น กลับมามีความรู้สึกตัวที่โดดเด่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความคิดทิฐิ ความถือดีมีมานะในเรื่องในสิ่งใดๆ ก็ตาม มันจะถูก รื้อถอนไป รื้อถอนไป ที่ละอย่างสองอย่าง จนในที่สุด ชีวิตจิตใจเรา ราบเรียบ ไม่หวนกลับมามีความทุกข์มีปัญหา เพราะอารมณ์ปรุงแต่ง อีกต่อไป รื้อหมดแล้ว เจ้าสังขารที่เคยเป็นใหญ่ เคยก่อความทุกข์ หนักอกหนักใจให้กับชีวิตของเรา กับครอบครัวของเรา หมดสิ้นกันที มันหมดพิษสงไปจริงๆ 

ชีวิตราบเรียบ เราจะรู้จักครองชีวิตด้วยสติสัมปชัญญะที่โดดเด่น รู้จักสร้างสรรค์ทํากิจการงานตามฐานะ ตามหน้าที่ ด้วยความสุขุมมีดุลยพินิจ รู้จักพิจารณาแยกแยะใน สิ่งต่างๆ เป็นตัวของตัวเองอย่างถึงที่สุดจริงๆ 



ผู้ตั้งกระทู้ วิศาล :: วันที่ลงประกาศ 2018-06-15 16:36:56


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.