ReadyPlanet.com


ความรู้สึกตัวบริสุทธิ์


 ความรู้สึกตัวบริสุทธิ์


โดย.. เขมานันทะ


ในการภาวนานั้นเราต้องทำตั้งแต่บัดนี้จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย แต่เราช่างมีโอกาสน้อย แค่สามวัน เราอย่าทำให้เป็นเรื่องปิกนิก เรามาเพื่อจะกินอาหารอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อจะกินข้าวของชาวบ้านที่นี่ เรามาสัมผัสชีวิต เรามาดื่มกินความรู้สึกตัวบริสุทธิ์ซึ่งเป็นอาหารอมตะ เราจะอยู่รอดปลอดภัยและเราจะช่วยให้ลูกเมียและสามีของเรา เพื่อนมนุษย์ของเราได้อยู่รอดปลอดภัยด้วยความรู้สึกตัวนี้ สติปัญญาเกิดขึ้นภายในตัวคนหนึ่ง เป็นเสมือนเชื้อไฟที่ลุกขึ้นในป่า ต่อจากนั้นจะลุกลามไปรอบข้าง การที่เรามาภาวนาเช่นนี้ก็เพื่อตัวเองด้วย เพื่อสังคมด้วย เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น

ถ้าสมมติว่าในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในภาวะสงคราม ไม้ขีดหมดไป ก็จะพบว่าไฟมีค่ามาก เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่แล้วผมยังเด็ก อาศัยอยู่ในชนบท หาไม้ขีดไม่ค่อยได้เลย ดังนั้นบ้านของป้าหรือน้าต้องเลี้ยงไฟกันทั้งคืน จุดไฟแล้วก็ต่อไว้เรื่อยๆ นี้ฟังจากปากผู้เฒ่าผู้แก่ บ้านไหนไฟดับก็ต้องตามล่าไฟกัน

ในการภาวนานั้นให้เรามีสติอยู่ เลี้ยงเชื้อตัวรู้ไว้เรื่อยๆ พอเราอ้าปากพูดมากเท่านั้นเองมันก็หายไปแล้ว ตอนนั้นลืมตัวไปแล้ว ดังนั้นเราควรพูดกันให้น้อย ดูใจกันให้มาก หลักเกณฑ์ในการภาวนานั้นมีอยู่ว่า บ่มความรู้สึกตัว บ่มรู้ดูใจ ลุกขึ้นเดินจงกรม บ่มรู้ ดูใจ อย่ามัวถามปัญหา 

มนุษย์ไม่อาจเข้าถึงความจริงได้ด้วยคำพูดและความคิด ดังนั้นป่วยการที่จะถามใครอื่น เรื่องของเรา เรารู้ดี เมื่อเราปวดฟัน เราไม่ต้องไปหาหมอแล้วถามว่าเราปวดฟันหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องโง่เกินไป หรือเมื่อหายปวดฟัน เราไม่ต้องไปถามว่าหายหรือยัง แต่เราอาจต้องถามถึงวิธีการรักษาโรคฟันว่าทำอย่างไร เพราะเราไม่ใช่หมอ เราอาจถามว่าปฏิบัติธรรมอย่างไร แต่อย่าเที่ยวถามเรื่องของเรากับคนอื่น 

สมัยก่อนผมชอบซักถาม จนกระทั่งเป็นที่น่ารำคาญของครูบาอาจารย์ ถามทุกเรื่องเพราะความขี้สงสัย แต่มีอยู่วันหนึ่งซึ่งผมจะเล่าฝากไว้ ผมฟังหลวงพ่อเทียนเทศนา ซึ่งส่วนไหนที่ประสบการณ์ของผมถึง ผมก็ไม่สงสัยในถ้อยคำของท่าน ท่านพูดถึงตอนหนึ่งซึ่งทำให้ผมบังเกิดความสงสัยขึ้นมา เพราะประสบการณ์ของผมไม่พอที่จะรับความรู้ระดับนั้น 

ความคิดสงสัยก็เกิดขึ้นว่า ข้อความอันนี้มันมาอย่างไร หมายถึงอะไรกันแน่ เพราะเรางง ไม่เข้าใจส่วนสุดของมัน ส่วนลึกของมัน เพราะคำพูดประโยคหนึ่งนั้นมีความหมายทั้งส่วนตื้น ส่วนกลาง ส่วนสุด ผมไม่เข้าใจส่วนสุด แต่เข้าใจส่วนตื้น เข้าใจว่าประโยคนี้ผมฟังออก คิดตามได้ แต่ส่วนลึกจริงๆ ผมงง สงสัย เกิดความคิดขึ้นมาว่าเดี๋ยวต้องถามท่าน 

พอหลวงพ่อเดินกลับกุฏิ ผมก็ไปดักหน้า พออ้าปากจะถามปัญหา ผมเห็นแววตาของท่าน ผมลืมปัญหา เพราะหลวงพ่อไม่ใช่นักปราชญ์ ท่านไม่ใช่สัญลักษณ์ของนักคิด แต่ท่านเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่อยู่เหนือความคิด ท่านมองหน้าผม ผมก็เลยลืมคำถาม ท่านบอกผมว่า ลืมคำถามใช่ไหม งั้นดีแล้ว ทิ้งมันไปเลย อย่าไปยุ่งกับมันอีก

ตั้งแต่วันนั้นผมไม่เคยถามใครเลย พอคิดจะถามก็รู้ตัว เห็นความสงสัยเลยหายสงสัย เรียนตรงเข้าไปที่หัวใจ คัมภีร์แปดหมื่นสี่พันนั้นเปรียบเสมือนต้นไม้ทั้งป่าซึ่งหยั่งรากลงดิน รู้จักดินแล้วก็ใช้ได้ รู้จักใจตัวเองแล้วความรู้จะมาเอง

ปฏิบัติมากซาบซึ้งมาก ปฏิบัติน้อยซาบซึ้งน้อย 

เมื่อเราภาวนา ให้เอาใจเป็นหลักรู้ อย่าไปรู้ที่คนอื่น ที่อื่น ให้รู้ตัวมากๆ เอาความรู้สึกสดๆ เป็นที่ตั้ง รู้เข้าไปในตัวเอง แล้วบ่มความรู้ตัวมากๆ เหมือนแม่ไก่กกไข่ หรือชาวนาชาวสวนเก็บผลไม้ดินมาบ่มให้สุกหอมหวาน เมื่อบ่มรู้ดูใจนานๆ เมื่อมันสุกงอมหอมหวานแล้วจะรู้เองว่าธรรมะมีรสชาติอย่างไร เดี๋ยวนี้เราอาจปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับที่พวกเซนเขาเรียกว่า สำรวจรายการอาหารสำรวจจนน้ำลายสอ แต่ยังไม่ได้ลิ้มรส เพราะเรามัวแต่คิดเรื่องธรรมะ

ตอนที่ผมเป็นพระอยู่ ได้สนทนากับเพื่อนพระเรื่องพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์กันจนสว่างคาตาไม่รู้กี่คืน แต่ไม่รู้เรื่องภาวนา ไม่รู้จักการภาวนา อย่างนั้นจะได้อะไรล่ะ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่า เหมือนคนที่เลี้ยงวัวคนอื่นโดยที่ตนไม่ได้ดื่มนมวัว ดังนั้นเราอย่าสนใจสิ่งอื่น การปฏิบัติธรรมนี้ต้องโดดเดี่ยวแต่อย่าแตกแยกจากคนอื่น ให้โดดเดี่ยว แต่อย่าปลีกเปลี่ยวออกไป เราอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง แต่ดูใจตัว ยิ่งโดดเดี่ยวได้ดีเท่าไร ก็จะรู้ตัวดีเท่านั้น ปฏิบัติถูกต้องสัมผัสเท่าไร ก็จะรู้เท่านั้น ปฏิบัติมากจะรู้มาก ซาบซึ้งในธรรมะมาก ปฏิบัติน้อยก็จะซาบซึ้งน้อย คนเราถ้าไม่ซาบซึ้งในธรรมะแล้ว ต้องซาบซึ่งในโลกแน่ ทั้งเรื่องสมบัติพัสถาน เรื่องอาหารเช้า อาหารเย็น มื้อนี้จะกินอะไร ดูวุ่นวายติดรส ล้วนแล้วแต่แสดงว่าเราได้หลุดออกมาจากความรู้สึกตัวทั้งสิ้น

เมื่อเราจงกรม บ่มรู้ ดูใจ ใช้สถานที่สงัดเงียบโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แค่รู้ตัวเท่านั้น ไม่ช้าไม่นานธรรมชาติจะขัดเกลา เราจะรู้สึกถึงความเกลี้ยงๆ ความสากสถุลหายไป เช่น คำพูดหยาบๆ จะไม่ค่อยหลุดออกจากผู้รู้ตัว การกระทำที่หยาบจะไม่ออกมา ในที่สุดก็ประณีตขึ้น การงับประตูก็ดี การล้างถ้วยล้างชามและการสวมเสื้อก็ดี เริ่มแปรสภาพไป เรียกว่าเนียนขึ้นก็ได้ ลึกซึ้งขึ้นในตัวเอง ซาบซึ้งในชีวิตขึ้น เรียกร้องต้องการจากผู้อื่นน้อยลง อย่าไปเรียกร้องอะไรจากแม่ครัวที่นี่มากนักนะ สงสารเขา เขาเป็นชาวบ้านป่าเราเป็นชาวเมือง ไปบอกเขาว่าวันนี้จะกินผัดถั่ว ไข่เจียว เขาทำให้ไม่ได้หรอก ถึงแม้ได้ก็ไม่สมควรอยู่ดี ตรงกันข้าม คุณต้องช่วยเขาด้วยซ้ำไป รู้ตัวมากๆแล้วจะต้องการน้อย ถ้าเราไม่รู้สึกตัว โลกนี้จะกลายเป็นแหล่งที่เราเกิดมาเพียงเพื่อเรียกร้องรุมกันแทะทึ้งทั้งโลก

หาที่จงกรมของตัว ไปเดินในที่ตัวเองเคยเดินแล้วสงัดเงียบดี โดดเดี่ยว รู้สึกตัว ทำได้อย่างนี้เรื่อยๆ ไม่ช้าไม่นานเราจะพบว่า เรากลายเป็นบุคคลที่เริ่มนับถือตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง มีความรักชีวิตและรู้จักปกป้องชีวิตคนอื่นด้วย ศีล สมาธิ ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง เมื่อรู้ตัวมากๆ ความรู้สึกตัวนั้นเองทำให้เราปกติ จิตใจไม่โลเล ไม่ท้อถอยง่ายๆ สติปัญญาหนักแน่นและเพิ่มพูนขึ้น ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ก็มีขึ้นอย่างง่ายดาย ตามธรรมดาเราอยากเมตตาผู้อื่นแต่พอเราเมตตาแล้ว เขาไม่ยอมให้เมตตา เราก็บันดาลโทสะใส่ เป็นเสียอย่างนั้น 

หาที่เดินจงกรมหรือนั่งพักอย่างโดดเดี่ยว ทำให้ตื่นตัว ตื่นกาย ตื่นจิต รู้กาย รู้จิต ขับไล่ความง่วงออกไป เคลื่อนมือเป็นจังหวะอย่ามัวประดิดประดอย ให้ทำง่ายๆ เคลื่อนแล้วหยุด ทุกครั้งที่หยุด มันจะหยุดเข้าไปในเลือดเนื้อ ในวิญญาณ หยุดโลกทั้งโลก เมื่อเคลื่อนก็รู้ หยุดก็รู้ ทำอย่างนี้ ไม่ช้าไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยอย่างแจ่มแจ้ง ในการภาวนานั้น อยู่ดีๆ จะให้ถึงที่สุดเลยย่อมไม่ได้ 

ฟังผมพูดแล้วทิ้งให้หมด ให้เหลือแต่ความรู้ตัวอย่างเดียว แล้วบากบั่นรักษาให้ต่อเนื่องก็พอ ครั้นได้วาระอันเหมาะสมก็จะคลี่คลายหายสงสัยไปเอง.



ผู้ตั้งกระทู้ วิศาล :: วันที่ลงประกาศ 2010-12-10 19:01:23


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.